นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย จากการเขียนหนังสือ "ตีแตก"

จำนวนข่าว


ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ลำดับชื่อล้านหุ้นล้านบาท

ครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ลำดับชื่อล้านหุ้นล้านบาท

ประเด็นข่าว บทวิเคราะห์ รีวีว พูดคุยล่าสุด

ทั้งหมด Social News
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 17 Jan 20:45 @Stock Thai 4 You : พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว” นั้น เราจะต้องวิเคราะ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 12 Jan 15:54 กระทู้ : [คลิป] ดร.นิเวศน์ พูดเองเลยครับ ทุกวันนี้มีเงินเข้ามาให้ใช้ "วันละ 1 ล้านบาท หรือมากกว่า"
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 10 Jan 07:32 @Stock Thai 4 You : 'ลดพอร์ตแต่กำไร' ขาใหญ่คอนเฟิร์ม เหล่าขาใหญ่พร้อมใจลดพอร์ต หลังตลาดหุ้นปี 59 ผันผวน ทว่ากับสร้างกำไรชนะตลาดที่มีผลตอบแทน 20% นำทีม “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” โกยกำไรเหนาะๆ แม้ภาวะ
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 08 Jan 21:49 @Stock Thai 4 You : แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร Sun Jan 08, 2017 คนที่เคยเล่นไพ่ “ป๊อกเด้ง” หรือแม้แต่เกมการพนันอื่น ๆ และเป็นคนที่เข้าใจหลักการทางสถิติและผลตอบแทนจากผลลัพธ์ท
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 19 Dec 10:16 @Stock Thai 4 You : ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ประวัติการลงทุนในตลาดหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่มุ่งมั่นจริงจังและเป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต” นั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่เขาจัดตั้ง “ห้
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 10 Dec 20:45 @Stock Gen Y : #ช่วงสาระมีอยู่จริง เราลงทุนในหุ้นทำไมตามหลักสูตรกล่าวไว้ว่าเราชะลอการบริโภคในปัจจุบันเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ... ไม่มีตำราไหนสอนเราว่าลงทุนในหุ้นให้รวย .... ผมมั่นใจจากการสอบผ่าน ไลเ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 28 Nov 15:56 กระทู้ : คลิปวีดีโอ "ตลาดหุ้นไทย โอกาสของการลงทุนแบบวีไอ?" ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ตอนที่ 1/2
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 01 Nov 10:14 @หุ้นอัลไล : ได้ฟังการบรรยายของดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็ยังเห็นด้วยกับที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ เนื่องจากช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จะเห็นเลยว่ามีอาคารพาณิชย์สร้างเพื่อขายทำเป็นกิจการหอพัก เกิดขึ้นมากมายในเมื
TWITTER นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 25 Oct 11:29 @บรรพต ธนาเพิ่มสุข : ตลาดหุ้นชายชอบ : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร https://t.co/Of15oaGiOm
TWITTER นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 17 Oct 11:30 @รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ : เกือบจะปลายปีละ YTD (currency adjusted) ตลาดหุ้นเวียดนามก็ยังนำไทยอยู่ ถึงว่าทำไม ดร.นิเวศน์ไปลงทุนที่เวียดนาม
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 Oct 20:47 กระทู้ : สัปดาห์แห่งความผันผวนของหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 26 Sep 08:28 @Stock Thai 4 You : อยากรวยตามรอย ‘เซียนVI’ ต้องเข้าออกให้ถูกวิธี "ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ" กูรูหุ้น โชว์หลักการลงทุนที่ดี ห้ามมีเรื่องเวลา ต้นทุน เข้ามาเกี่ยวข้อง “ตั้งแต่ภาวะดอกเบี้ยตกต่ำ ตลาดหุ้นขึ้นล
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 13 Sep 11:46 กระทู้ : มนุษย์เงินเดือนในพันทิปที่เล่นหุ้นแนวVI ชีวิตจริงใช้รถเก่ากันกี่ปี อยู่บ้านใหญ่ไหม ใช้ชีวิตตามดร.นิเวศน์ได้แค่ไหนคร
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 06 Sep 08:22 @Stock Thai 4 You : อาหารเพื่อมวลชน โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร วันที่ 06 กันยายน 2559 การ “ปฏิวัติ” ของรถไฟฟ้าที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์นั้น ผมคิดว่าจะทำใ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 28 Aug 12:37 กระทู้ : ทำไมดร.นิเวศน์ไม่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องCpall ใช้ข้อมูลอินไซด์ซื้อหุ้นMakro ครับ?
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 Aug 10:19 @Stock Thai 4 You : หุ้น CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์) ตลอดสัปดาห์ที่แล้ว (8-11 ส.ค.59) ราคาหุ้นวิ่งทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปลายปี 2546 ภายหลังบริษัทฯ แจ้งผลประกอบการงวดไตรมา
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 08 Aug 10:32 ธุรกิจแห่งมวลมนุษยชาติ : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Aug 11:02 เซียนหุ้น VI จากทุน 800,000 สู่หลัก ร้อยล้าน ..
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 02 Aug 11:32 เทคโนโลยีกับ VI : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 28 Jul 15:32 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร "การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น"
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 28 Jul 15:02 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ?การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น?
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 26 Jul 11:32 วิเคราะห์หุ้นแบบ VI / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 25 Jul 15:32 ฝันไกล-ไปไม่ถึง : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 24 Jul 14:46 @Stock Gen Y : ผลตอบแทนครึ่งปีแรกของเซียนหุ้น ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 12-13% สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล 10% วัชระ แก้วสว่าง 7.5% อนุรักษ์ บุญแสวง 12-13% แต่โดยส่วนใหญ่นักลงทุนรายย่อยม
TWITTER นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 24 Jul 11:46 @S.I.R. : รวบรวมบทความเกี่ยวกับ ดร.นิเวศน์ ที่เคยเอาลงในเพจ #SIRSeries . เนื้อหาประมาณ 12 หน้า กำลังดี... https://t.co/9YwOB12Knf
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 23 Jul 10:03 กระทู้ : ผมมีเรื่องจะปรึกษาครับ ผมเกิดมาเพื่อเป็น VI หรือป่าวความเห็น : ช่วงนี้ ซื้อๆ ขายๆ ผมรู้สึกไม่มีความสุขในการเทรดเลยครับถึงจะได้กำไร       ผมมีวอร์เรน บัฟเฟตต์,กวี ชูกิจเกษม,ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราก เป็นไอดอลและชอบดูงบ แต่มาสายเทคนิคเพราะคิดว่ารวยเร็วกว่า วันนี้ซื้อพรุ้งนี้ขายแปบเดียวได้กินลำไย  จบรอบหาหุ้นตัวใหม่ไปเลื่อยๆทำวนไป รู้สึกเบื่อ หรือว่าผมเกิดมาเพื่อเป็น VI      เทรดเดอร์ท่านอื่นเคยมีอาการแบบผมแบบผมบ้างไหมครับ ถ้าจะมาเป็น VI นักลงทุนท่านใดพอจะแนะนำอะไรผมบ้างได้ไหมครับ เช่น หนังสือ หรือแหล่งความรู้ที่น่าสนใจ ขอบคุณครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 23 Jul 09:24 กระทู้ : ผมมีเรื่องจะปรึกษาครับ ผมเกิดมาเพื่อเป็น VI หรือป่าวความเห็น : ***ผมมีวอร์เรน บัฟเฟตต์,กวี ชูกิจเกษม,ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราก เป็นไอดอลและชอบดูงบ***
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 21 Jul 22:02 กลุ่มโรงพยาบาลยังน่าสนใจอยู่ไหม
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 20 Jul 20:18 กระทู้ : อยู่วงการหุ้นมาเเต่ละท่านควานหาตัวเองเจอรึยังครับว่าเป็นนักลงทุนเน้นหนักเเนวไหนความเห็น : เริ่มรู้จักหุ้นตอนอายุ 31 พ้นวัยเรียนที่โรงเรียน แต่เรียนด้วยตนเองได้ ตอนนี้ 37 เล่ยหุ้นเพราะดร.นิเวศน์นำพา แนวทางจากท่านแม่ทัพสุมาอี้
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 20 Jul 14:13 กระทู้ : ฿฿฿฿฿ คุยโขมงห้องค้าหุ้นไทย@สินธร ประจำวันพุธที่ 20/07/2559 ฿฿฿฿฿ความเห็น : Cash is Trash กรกฎาคม 18, 2016 Filed under บทความ Posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โปรดอ่านใน spoil ครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า “Cash is king” ซึ่งแปลว่า  “เงินสดคือราชัน” บางคนก็เรียกว่า “เงินสดคือพระเจ้า”  ความหมายก็คือ  ในยามที่กิจการหรือบุคคล “มีปัญหาทางการเงิน”  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  ขาดสภาพคล่องหรือกำลังใกล้ล้มละลาย  ซึ่งต้องการเงินสดมาใช้จ่ายหมุนเวียนนั้น  เงินสดเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่จะเอาตัวรอดได้  และดังนั้น  เงินจึงเปรียบเสมือนกับพระเจ้า  ไม่มีเงินสดก็  “ตาย”   Cash is king นั้นเป็นคำที่พูดกันมากในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดวิกฤตในช่วงปี 2540 ที่ทำให้กิจการส่วนใหญ่และบุคคลทั่วไปขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง  ในช่วงนั้นใครที่ยังมีเงินสดหรือสภาพคล่องที่ดีอยู่จึงปลอดภัยและได้เปรียบมากในการทำธุรกิจ  อย่างไรก็ตาม  สถานการณ์ในช่วงเร็ว ๆ  นี้เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม  ธุรกิจและบุคคลธรรมดาส่วนใหญ่มีเงินสดและสภาพคล่อง “ล้น” อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจาก  “เงินสด”  ตกต่ำลง  “ใกล้ศูนย์”  เงินสดไม่เป็นสิ่งที่น่าพิสมัยในขณะที่การลงทุนอื่นโดยเฉพาะในหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำลังวิ่งขึ้นให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีแล้วถึงกว่า 15%  ดังนั้น  ภาพของเงินสดในขณะนี้ก็คือ  “Cash is trash”  หรือเงินสดก็คือ  “ขยะ” ที่  “ไม่มีค่า” ดังนั้น จึงอาจจะมีคำแนะนำสำหรับนักลงทุนว่าเราไม่ควรถือเงินสดมากนัก  แค่พอมีไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนก็พอแล้ว เรื่องของการถือเงินสดนั้นเป็นประเด็นที่นักลงทุนและ VI จะต้องคิดและคำนึงถึงตลอดเวลา  โดยทางทฤษฎีแล้ว  การถือเงินสดนั้นก็เพื่อเหตุผลใหญ่ ๆ  3 ประการนั่นก็คือ  หนึ่ง   เอาไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน  ส่วนนี้อาจจะถือแค่พอใช้จ่าย 3-6 เดือนก็พอแล้ว  สอง ถือไว้เผื่อในยามฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด  เช่นถ้าเป็นบริษัทก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติเช่น คนงานประท้วงหรือเกิดภัยที่ไม่คาดคิดส่วนในคนธรรมดาก็อาจจะเป็นเรื่องของความเจ็บป่วยเป็นต้น  เงินสดส่วนนี้จะมากหรือน้อยคงเป็นเรื่องของแต่ละคนแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มากมายนัก  และข้อสามสำหรับเหตุผลในการถือเงินสดก็คือ  การ  “เก็งกำไร”  ในกรณีที่เกิด “โอกาสในการทำกำไร” ขึ้น  ถ้าเป็นเรื่องของบริษัทก็อาจจะเป็นการซื้อวัตถุดิบที่อาจจะมีราคาต่ำลงมาตุนไว้ใช้หรือในกรณีบุคคลธรรมดาก็อาจจะเป็นเรื่องของการลงทุนในทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาถูกที่ถูกเสนอขายหรือมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  โดยที่จำนวนเงินสดที่ถือในส่วนนี้น่าจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของตลาดทรัพย์สินต่าง ๆ  และหุ้นในตลาดว่าเป็นอย่างไร วอเร็น บัฟเฟตต์ น่าจะเป็น “สุดยอด” ของนักลงทุนที่สามารถค้นหาการลงทุนโดยเฉพาะในหลักทรัพย์ได้มากมายกว่าคนอื่น  แต่เขาเองกลับมักจะไม่ได้ลงทุน 100% ในหุ้น  เขามีการลงทุนในตราสารการเงินอื่นโดยเฉพาะพันธบัตรไม่น้อยแม้ว่าพันธบัตรหลายชุดจะอิงอยู่กับหุ้นหรือแปลงเป็นหุ้นได้  สิ่งที่คนอาจจะไม่รู้ก็คือ  บัฟเฟตต์เองนั้นมักจะถือ  “เงินสด”  เป็นจำนวนมาก  ว่ากันว่าเขาจะต้องถือเงินสดตลอดเวลาในปริมาณที่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือ 350,000 ล้านบาท  เพื่อที่จะได้พร้อมที่จะเข้าซื้อกิจการหรือหุ้นที่เขาสนใจเพื่อลงทุนแม้ว่าเม็ดเงินสดจำนวนมหาศาลนี้มักจะให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยทั่วไปมาก  ดังนั้น  ในสายตาของบัฟเฟตต์แล้ว  เงินสดนั้นไม่ใช่  “ขยะ” แน่นอน   บัฟเฟตต์เชื่อว่าโอกาสของการลงทุนที่ดีที่จะเข้ามานั้นมีอยู่ตลอดเวลา  เขาจะต้องพร้อมที่จะฉกฉวยมันได้ทันที  และนี่เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเสียโอกาสจากผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินสด ส่วนตัวผมเอง  และอาจจะรวมถึง VI จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 20 ปีนั้น  ผมแทบจะไม่ได้ถือเงินสดเลย  ตั้งแต่เข้าลงทุนในตลาดเต็มที่จนถึงเมื่อ 2 ปีก่อน  โดยส่วนใหญ่แล้วผมถือเงินสดไม่เกิน 1% เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเผื่อเหตุฉุกเฉิน  ที่เหลืออยู่ในหุ้นเกือบทั้งหมดและมีทรัพย์สินที่จับต้องได้อื่นเช่นที่ดินและรถยนต์น้อยมาก  ผมคิดว่าหุ้นที่มีราคาถูกมีมากและ “หาได้ง่าย”  บางช่วง  “เต็มตลาด”  ทุกครั้งที่มีเงินสดเพิ่ม  อาจจะเนื่องจากรายได้จากการทำงานประจำ  เงินจากปันผล  หรือการขายหุ้นบางตัว  ผมก็จะรีบซื้อหุ้นตัวใหม่ได้ทันที  ว่าที่จริงผมเรียกมันว่าเป็นการ  Switch หุ้นหรือเปลี่ยนตัวหุ้นมากกว่า  แต่เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา  ผมก็รู้สึกว่าการหาหรือเลือกหุ้นลงทุนที่ถูกมากหรือคุ้มค่าและไม่เสี่ยงเกินไปนั้นยากขึ้นทุกที  ดังนั้น  เมื่อผมได้รับปันผลหรือขายหุ้นบางตัวไปและได้เงินสดมา  ผมก็ไม่ได้ใช้มันในการซื้อหุ้นใหม่เท่าที่ควร  เงินสดผมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ผลก็คือ  ภายในเวลา 2 ปี  เงินสดของผมก็สูงขึ้นจนถึงเกือบ 40%  ของพอร์ตโดยรวม เงินสดจำนวนมากที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2% ต่อปีนั้นไม่ได้เป็นปัญหากับผมในปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบประมาณ 11% รวมปันผล  และพอร์ตหุ้นโดยรวมของผมก็ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2% เช่นเดียวกัน  แต่ในปีนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไป  ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นมากกว่าที่ผมคิด  ไม่มีช่วงหุ้นลงหนักที่จะทำให้ผมสามารถช้อนซื้อหุ้นได้ในราคาถูก  พอร์ตเกือบ 40% ของผมอยู่ในเงินสดซึ่งให้ผลตอบแทนเหลือ 1% ในขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทนไปแล้วกว่า 15%  ดังนั้น  ถ้าผมจะเอาชนะตลาดได้ในปีนี้  พอร์ตหุ้นของผมจะต้องทำได้ดีกว่าตลาดมาก  อาจจะต้องทำให้ได้ถึงเกือบ 30% เพื่อที่ผลตอบแทนรวมของผมจะได้เท่ากับผลตอบแทนของตลาด  และนี่ก็คือความเสี่ยงของการถือเงินสด  นั่นก็คือ  ถ้าตลาดหุ้นดีไปเรื่อย ๆ  การถือเงินสดจะเป็นการถือ  “ขยะ”  หรือ Cash is trash ถ้าจะถามว่าหุ้นโดยส่วนรวมในช่วงเร็ว ๆ  นี้มีราคาแพงเกินพื้นฐานหรือไม่ที่ทำให้ผมไม่ซื้อหุ้น?  คำตอบของผมก็คือ  ไม่ใช่  ผมเองคิดว่าหุ้นในขณะนี้มีราคาที่ “ยุติธรรม” โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากหลักทรัพย์อื่น ๆ  ในตลาดและอสังหาริมทรัพย์    แต่ถ้ามองจากมุมมองระยะยาวแล้ว  ราคาหุ้นในระดับนี้ก็ต้องถือว่าแพงด้วยค่า PE ประมาณ 20 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ระดับ 10 เท่าต้น ๆ    และดังนั้นการลงทุนซื้อหุ้นในช่วงนี้แล้วถือระยะยาวสำหรับผมแล้วมันอาจจะไม่มี Margin of Safety หรือไม่มีความปลอดภัยเท่าที่ควร  มีโอกาสขาดทุนได้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย  ถ้าจะสรุปในภาพใหญ่ก็คือ  ผมคิดว่าทรัพย์สินทุกอย่างในช่วงเวลานี้ล้วนแต่แพงเหมือน ๆ  กัน  และดังนั้นผมจึง  “รอ”   รอโอกาสที่จะได้ซื้อของถูกเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน  พูดอีกแบบหนึ่ง  ผมกำลัง  “เก็งกำไร” ซึ่งโอกาสถูกและผิดพอ ๆ  กัน เงินสดยังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือมันช่วยรักษามูลค่าความมั่งคั่งของเราให้  “คงที่” ไม่ลดลงโดยเฉพาะในช่วงเวลาไม่ยาวมาก   หลังจากที่ลงทุน “เต็มตัว” มา 20 ปี และมีความมั่งคั่งในระดับที่ “ไม่อาจคาดคิดได้ในชีวิต”  ผมเองก็รู้สึกว่านั่นอาจจะเป็นเพราะผม “โชคดี”  ที่เกิดถูกที่ถูกเวลาประกอบกับมีความรู้ความสามารถที่พอใช้ได้  แต่โอกาสแบบนี้อาจจะสิ้นสุดลงแล้ว  ผมจะหวังทำได้ซ้ำนั้น “เป็นไปไม่ได้”  สิ่งที่ผมควรจะทำมากกว่าก็คือพยายามรักษาระดับความมั่งคั่งนี้ไว้ซักระยะหนึ่งก่อนที่จะเริ่มเดินทางต่อไปในเส้นทางที่ไม่ได้ “โรยด้วยกลีบกุหลาบ” แต่ “เต็มไปด้วยก้อนกรวด” ซึ่งก็เป็นเส้นทางที่ปกติสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น   และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมถือเงินสดมากในช่วงนี้  นั่นก็คือ  รักษาความมั่งคั่งที่น่าพึงพอใจไว้ให้ปลอดภัย—จนกว่าสถานการณ์จะเอื้ออำนวยต่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจริง ๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรแต่ก็คิดว่าวันหนึ่งมันก็จะเกิดขึ้น คำถามสุดท้ายที่ผมเองก็ยังไม่สามารถตอบได้ล่วงหน้าก็คือ  ถ้าหุ้นไทยยังคงขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ  และอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่ขึ้นซักทีผมจะทำอย่างไร?  คำตอบก็คือ ผมคงต้องประเมินสถานการณ์และราคาหุ้นที่ผมสนใจไปเรื่อย ๆ  บางทีถ้าผมยังไม่พอใจกับราคาของหุ้นไทย  ผมอาจจะต้องพิจารณาตลาดหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น  การตัดสินใจนั้นอาจจะเร็วมาก  การ “เปลี่ยนใจ” อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  สิ่งที่ผมต้องตระหนักเสมอก็คือ  เราต้องไม่ถูก “บีบ”  ให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก  ทุกอย่างควรมีเหตุผลเป็นหลัก— โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับเรา ขอบคุณบททความจาก - http://www.thaivi.org/cash-is-trash/
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 20 Jul 09:18 กระทู้ : ℐ ❤ ℧ บลูชิปฯปออันปัน @ ยามเช้าวันพุธที่ 20 ก.ค. 2559 ครับ ♪♫..ความเห็น : ศึกษาแนวคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจ หุ้น PLAT จากนักวิเคราะห์คุณภาพ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุลและนักลงหุ้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในรายการ Business Model "PLAT ธุรกิจค้าส่งแฟชั่นในยุคดิจิตอล" ช่วงที่ 2 https://youtu.be/ljlNRMcWybI … ขอขอบคุณคลิป youtube จาก Money Channel Thailand ครับ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 18 Jul 11:02 Cash is Trash : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 18 Jul 10:38 กระทู้ : แม้แต่เซียนวีไอ ดร.นิเวศน์ ยังพูคว่า
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 Jul 13:33 "เซียนหุ้นพันธุ์ผสม" "กระทรวง จารุศิระ"
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 14 Jul 15:02 บันทึกจาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 12 Jul 14:32 "ใจมันรักหุ้นปั่นฯ" เล่นหุ้นแนวอื่นรวยไม่ได้ก่อน 30 จริงหรือ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 12 Jul 08:02 ข่าว Hot วันอังคาร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 Jul 15:33 Red Ocean Stock : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 07 Jul 15:02 สัมนา " เปิดหุ้นในดวงใจ ของกูรูตลาดหุ้น" MONEY EXPO 2016
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 06 Jul 00:03 กระทู้ : " แค่ข่าวร้าย " โดย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”ความเห็น : ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่รุมล้อมตลาดหุ้นในช่วงนี้ มีทั้งข่าวร้ายจากทวีปยุโรป กรณีวิกฤติด้านการเงินของประเทศกรีซ ข่าวร้ายในทวีปเอเชีย กรณีตลาดหุ้นจีนตกแบบถล่มทลาย รวมทั้งข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจภายในประเทศของเราที่ไม่กระเตื้องขึ้นอย่างที่หลายๆ ฝ่ายคาดหวัง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไม่คึกคัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความวิตกกังวล     แต่สภาวะเศรษฐกิจและสภาวะตลาดหุ้นที่นักลงทุนวิตกกังวลอยู่นั้น ถือว่าเป็น “ภาพใหญ่” เกินไปที่จะประเมินได้ว่ามันส่งผลกระทบต่อการลงทุนของตัวเราเองมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นควรโฟกัสไปยัง “ภาพที่เล็กลง” ซึ่งก็คือ “กิจการ” ที่เราเข้าไปลงทุน ว่ายังสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดีอยู่หรือไม่? ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด? และมีแนวโน้มอย่างไรในอนาคต? บางทีเราอาจจะพบว่าเรื่องร้ายๆ ที่มากับข่าวนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับกิจการที่เราลงทุนอยู่แต่อย่างใด       “เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน” ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “นักลงทุนหลายต่อหลายคนพุ่งเป้าไปที่แนวโน้มตลาดหรือมุมมองทางเศรษฐกิจมากจนเกินไปจนลืมไปว่า หุ้นบางตัวสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้แม้ตลาดจะอยู่ในสภาวะตลาดหมี ขณะเดียวกันราคาหุ้นบางตัวก็อาจจะตกต่ำลง แม้ว่ามันจะเป็นตลาดกระทิงก็ตาม ตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป…ดังนั้นจงเลือกซื้อหุ้นรายตัว แทนที่จะซื้อแนวโน้มตลาดหรือมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ”     “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มีความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า “หากเราพบกิจการที่เราพึงพอใจ สภาวะของตลาดจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อการตัดสินใจของเรา เราจะตัดสินซื้อหุ้นเป็นกิจการๆไป เราไม่เสียเวลาคิดเกี่ยวกับปัจจัยของเศรษฐศาสตร์มหภาค”     “ปีเตอร์ ลินซ์” กล่าวว่า “ผมไม่เชื่อในการทำนายตลาด ผมเชื่อในการซื้อหุ้นที่ดีเยี่ยมโดยเฉพาะบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และ/หรือ หุ้นที่ไม่ได้รับความสนใจตามที่มันควรจะเป็น” พร้อมทั้งแนะนำว่า “นักลงทุนไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด แต่ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น จำไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น”       “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ก็เคยให้คำแนะนำไว้เช่นกันว่า “ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป เพราะถึงแม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดี แต่ตัวบริษัทก็อาจจะดีได้ นอกจากนั้น ถึงกิจการอาจจะไม่ดีนักแต่ราคาหุ้นก็อาจจะต่ำกว่าพื้นฐานมาก ดังนั้นอย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา”     จะเห็นได้ว่า ในมุมมองของบรรดาสุดยอดนักลงทุนนั้น “พื้นฐานของกิจการ” คือสิ่งที่พวกเขาสนใจและให้ความสำคัญ ตราบใดที่กิจการยังสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ต่อให้มี “ข่าวร้าย” เกี่ยวกับสภาวะของตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวล ปล..... เป็นบทความเก่าของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ซึ่งยังคงมีความทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งตรงกับที่ผมคิดว่า ข่าวดี หรือ ข่าวร้ายในตลาด มันก็แค่           ข่าว  ซึ๋งส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับหุ้น มากกว่าส่งผลทางอารมณ์ของ นลท. หุ้นตัวเดียวออกได้หลายข่าวร้ายและข่าวดีในวันเดียว สิ่งที่สำคัญ             มากกว่าใส่ใจข่าว คือการบริหารหน้าตักและวินัยในการลงทุนมากกว่าครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 05 Jul 22:21 กระทู้ : " แค่ข่าวร้าย " โดย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 05 Jul 07:03 กระทู้ : ในทางทฤษฎี หากเราสร้างเครื่องย้อนเวลา มารถย้อนอดีต ไปชอร์ตหุ้น ในปี 2540(วิกฤติต้มยำกุ้ง)ได้ไหมครับความเห็น : กระซิบถาม ดร.ฮู เอ้ย ดร.นิเวศน์ได้เลยครับ ตอนนั้น ดร.บอกเอาแค่นี้พอไม่อยากรวยเกินไป ส่วนผมทุ่มหมดตัว..(แต่ตอนนั้นผมมีทุน 2,000 บ.). 555
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Jul 21:32 ความจริงที่ควรรู้ก่อนเข้าตลาดหุ้น : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Jul 11:05 กระทู้ : แชร์ประสบการณ์การลงทุนออมหุ้นรายเดือน ( DCA ไตรมาส 2 / มีนาคม - มิถุนายน 2559 )ความเห็น : วัตถุประสงค์ของกระทู้นี้แชร์กระทู้นี้ เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางการลงทุนหุ้นระยะยาว สำหรับนักลงทุนแนว DCA และสำหรับท่านที่สนใจศึกษาแนวทางการการลงทุนออมหุ้นระยะยาวเท่านั้น ..เจ้าของกระทู้มิได้มีความประสงค์เพืออวดความเก่ง หรือความไม่เก่งแต่อย่างใดนะครับ ท่านที่ไม่ชอบแนวทางการลงทุนในแนวทางการออมหุ้นระยะยาว ( DCA ) หรือไม่อยากอ่านกรุณาข้ามกระทู้นี้ไปนะครับ...ขอบคุณครับ ก่อนอื่น .. ผมขออนูญาตนำบทความดีๆบางตอนที่ อาจารย์ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ที่ได้โพสในเฟซบุคและเว็ปไซด์ของท่านเพื่อเป็นวิทยาทานมาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆได้อ่านเพื่อเป็นประโยชน์ ณ. โอกาสนี้ด้วย โดยผมจะขอนำบทความเพียงบางตอน ที่คิดว่าจะให้แง่คิดดีๆ ในการลงทุนแนวการออมหุ้น (DCA) ได้เป็นอย่างชัดเจนถึงหลักคิด และผลตอบแทนที่พอคาดการณืได้ในระดับหนึ่ง  และขอกราบขอบพระคุณ อ. นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ( ที่มา http://www.dekisugi.net/7thltg/comment-page-240#comment-38615   ) สำหรับกระทู้ในไตรมาสนี้ ...ผมจะขอแชร์ผลการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในรอบไตรมาสที่  2 ( 3 เดือน มีนาคม - มิถุนายน 2559 )   ซึ่งมีทั้งเพิ่มขึ้น และลดลงจากรอบไตรมาสแรกในหุ้นบางบริษัท   ทำให้พอร์ตในการออมไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นไม่มากเหมือนไตรมาสแรกที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมาก  แต่การออมหุ้นก็ไมิได้หวังผลตอบแทนในระยะสั้นอยู่แล้ว ผมหวังผลตอบแทนระยะยาว  5 ปี 10 ปี หรือมากกว่า ผมจะออมหุ้นไปเรื่อยๆหากยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินในส่วนนี้ครับ  ...   ยิ่งหากได้ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี  เป็นหุ้นเติบโตเร็ว ก็จะให้ผลตอบแทนได้ไม่น่าจะต่ำกว่า 10 % ต่อปี   (จากข้อมูลที่เคยสถิติการลงทุนระยาว และจากข้อมูลของ ดร.นิเวศน์ )  การลงทุนแนวนี้หวังผลกำไรแบบทบต้นไปเรื่อยๆมากกว่า  ยิ่งสามารถลงทุนได้ยิ่งนานก็จะยิ่งให้ผลตอบแทนได้มากเป็นเท่า หรือหลายๆเท่าอย่างไม่น่าเชื่อครับ สำหรับครั้งนี้ได้ทำข้อมูลในรูป EXEL เปรียบเทียบผลการลงทุนในแต่ละไตรมาส ในชีทเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ดูผลตอบแทนและราคาที่เพิ่มขึ้นลดลงของแต่ละไตรมาสได้ง่ายขึ้น ( ตามที่พี่รีสตาร์ทได้แนะนำในกระทู้ครั้งก่อน) ( สาเหตุที่ผมออมหุ้น 2 บัญชี เพื่อเป็นการกระจายการออมให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ได้ราคาหุ้นที่จะออม กระจายเป็นซื้อเดือนละ 2 ครั้ง แทนการซื้อเดือนละครั้งเดียว )
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 03 Jul 20:02 กระทู้ : รู้สึกผิดหวังกับงาน "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel"ความเห็น : จขกท. ขอเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปงาน "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel" เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา แรกๆ เราคาดหวังว่าไปงานในครั้งนี้จะต้องแตกต่างจากปีที่ก่อนๆและน่าสนใจอย่างแน่นอน พอตอนมางานจริงๆ กลับมีความรู้สึกว่า คนไม่ค่อยมาเยอะเลย เห็นที่นั่งมันว่างหลายที่ ในส่วนเนื้อหาของในงาน โดยเฉพาะ -ก่อนเปิดงานจะมีกล่าวต้อนรับและแถลงทิศการดำเนินงานของ Money Channel แต่ไม่เห็นมีปาฐกถาพิเศษเลย ส่วน VTR Presentation "ก้าวสู่ปีที่ 12 Money Channel" ในตอนนี้ กลายเป็นเสียงของผู้หญิงไปชะแล้ว มันไม่น่าดึงดูดใจเลย ไม่ค่อยรู้สึกอารมณ์เลย จากเมื่อปีก่อนเป็นเสียงคุณชัยยุทธ ที่จะมา VTR ในงานใหญ่ของ Money Channel ทุกครั้ง ยังน่าเร้าอารมณ์ยิ่งกว่า -ในปีนี้ (2559) ได้เชิญ หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา มาเป็นแขกรับเชิญในงานสัมมนาด้วย แล้วเอาดวงชะตากับการลงทุนไปเพื่ออะไร? ยังกับหมอดูดวงชัดๆ จนหาสาระอะไรไม่ได้เลย -ในช่วง 12 สุดยอดนักวิเคราะห์นิยม เห็นนักวิเคราะห์ออกมาแต่ละท่าน มีแต่เดิมๆ แล้วออกทีละคน คงเสียเวลาในการพูดให้มาคำอธิบายคำแนะนำเลือกหุ้นตัวไหน บางคนถึงกับฟิวส์ขาดและขาดเป็นตัวของตัวเองไปเลย จนรู้สึกไม่มีอารมณ์ พูดแบบผ่านๆ แล้วไม่น่าดึงดูดใจเลย จริงๆถ้าเอานักวิเคราะห์หลายๆท่านมารวมพูดกันในงาน เป็นแบบโต้วาทีอย่างเป็นกันเอง แล้วมี Concept ให้คำอธิบายถึงบริษัทจดทะเบียนที่นักวิเคราะห์นำเสนอมาตัวหนึ่ง หรือ สองตัว อย่างนี้จะช่วยลดเสียเวลาในการพูด แล้วแบ่งกันพูดบ้าง เพื่อไปเป็นประกอบการตัดสินใจและปรึกษาด้วยกันในเวที เป็นแบบนี้ทำให้น่าสนใจขึ้นมาบ้าง ส่วนเรื่องดีอีกอย่างหนึ่ง คือ การได้มาซื้อเสื้อ ราคา 250 บาท เพื่อร่วมบริจาคสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา เหมือนเป็นการร่วมส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กอีกด้วย เป็นโครงการที่ดีจริงๆ , ฟังสัมมนาในช่วงสุดท้ายระหว่างพ่อลูกอย่าง ดร.นิเวศน์ กับ พี่พิซซ่า พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง จะเน้นพูดถึงรายละเอียดของเสื้อที่ทั้ง 2 พ่อลูกออกแบบให้ และ ส่งท้ายด้วย Happy Birthday Money Channel มีเค้กวันเกิดให้ด้วย ในก้าวสู่ปีที่ 12 พร้อมกับพี่ๆ MJ และ ดร.นิเวศน์ เพื่อเป็นการส่งท้าย ฉลองในปิดงานอย่างสวยงาม สำหรับงานในปีนี้ คนมาน้อยกว่าในปีก่อนๆ เมื่อก่อนยังมากันเยอะขนาดนี้ รู้สึกไม่ประทับใจเลย ที่มาในงานครั้งนี้ เห็นแต่บรรยากาศเดิมๆ กลับไม่ค่อยดึงดูดใจเท่าไร เห็นแต่นักวิเคราะห์ทั้ง 12 ท่าน มานั่งพูดในแต่ละคน มันเสียเวลาไปมากเลย แต่มีนักวิเคราะห์อยู่ไม่กี่ท่านที่ยังมีความเป็นตัวของตัวเองพร้อมให้นำเสนอหุ้นตัวไหน และ เนื้อหาในด้านเศรษฐกิจยังน้อยเกินไปหน่อย ในงานสัมมนาครั้งต่อไปอยากให้มีความหลากหลายในด้านเนื้อหาเศรษฐกิจ ในเชิงสถิติทั้งในและต่างประเทศ กราฟแสดงมาเปรียบเทียบในด้านต่างๆ ไปด้วย ยังน่ามีสาระกว่าเอาหมอดูมาดูดวงชะอีก ส่วนในด้านการลงทุนอย่าง หุ้น ตราสารหนี้ อนุพันธ์ กองทุนรวม รวมทั้ง การบริหารการเงินส่วนบุคคล จึงให้มีการนำเสนอในงานสัมมนาเพิ่มเติมบ้าง และมีกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆภายในงาน แล้วได้ของที่ระลึกไปด้วย สามารถเข้าถึงให้มากันเยอะๆและเป็นงานที่สนใจ ต่างจากสัมมนาอื่นๆ       ทั้งหมดนี้อยากเล่าเป็นประสบการณ์ให้ทุกคนฟัง จึงเชิญชวนให้มาพูดคุยกันถึงคนที่ได้ไปงาน ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel ด้วย ส่วนคนที่ไม่ได้ไปงาน สามารถแสดงความคิดเห็นได้ด้วยเช่นกัน แก้ไขข้อความเมื่อ 03 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:20:44 น.
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 03 Jul 19:20 กระทู้ : รู้สึกผิดหวังกับงาน "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel"
FACEBOOK นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 03 Jul 09:22 @ShineStock : ShineStock☀ สรุปหนังสือ The Warren Buffet Stock portfolio: ชำแหละพอร์ตโฟลิโอของ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ตอนที่ 8 (บทที่ 21-23) บทความชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ The Warren Buffet Stock
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 03 Jul 07:18 กระทู้ : Sell in May and go away byดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 01 Jul 10:03 กระทู้ : แบ่งปันข้อมูล "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel" ย้อนหลังครับความเห็น : **สรุป 12 หุ้นเด่น กับ 12 สุดยอดนักวิเคราะห์ในงาน "สู่ 12 ปี Money Channel"** ไฮไลท์ในงานกิจกรรมก้าวเข้าสู่ 12 ปี Money Channel  ยังรวมถึงการขึ้น Talk Show ของบรรดาสุดยอดนักวิเคราะห์ 12 ท่าน ที่มาพร้อมกับหุ้นแนะนำ 12 ตัว > คุณรณกฤต สารินวงศ์ แห่ง บล.คันทรี่ กรุ๊ป ที่ยกหุ้นเด็ดคือ TRC เพราะเล็งเห็น Upside ในอนาคตจากงานโครงการก่อสร้างเหมืองโปรแตช และคาดกำไรสุทธิจะเติบโตเด่นชัดในปี 2560 แตะ 1,075 ล้านบาท จากปีนี้ทำได้ 466 ล้านบาท ให้ราคาพื้นฐานสูงถึง 3.82 บาท > คุณกรภัทร วรเชษฐ์ จาก บล.โนมูระ พัฒนสิน  ยกหุ้นเด็ดคือ KAMART เพราะถูกปลดล็อกการขายธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถ NGV ที่เป็นธุรกิจเดิม ทำให้ได้รับ High Margin จากธุรกิจเครื่องสำอางค์อย่างเต็มที่ ขณะที่ธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูงตามกระแส Maga Trend และในด้านของ Valuation อิง P/E ที่ 28 เท่า ราคาเหมาะสม 10.60 บาท > คุณกวี ชูกิจเกษม จากค่ายกสิกรไทย ให้หุ้นเด็ดคือ MINT พร้อมกับเผยว่าได้ถือหุ้นนี้มาร่วม 20 ปี ผ่านหลายวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ  โดยมอง MINT เป็นผู้นำธุรกิจด้านโรงแรมและอาหาร มีอำนาจต่อรอง และที่สำคัญคือมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิที่ค่อนข้างสูง ทำให้ทนทานต่อภาวะกดดันของวิฤตต่างๆได้ ล่าสุดคาดปีนี้ผลประกอบการจะขึ้นทำ New High > ด้านคุณณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์ แห่ง บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ชอบหุ้น BANPU หลังปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ และคาดจะถูกปรับเพิ่มประมาณการได้หากงบไตรมาส 2 และ 3 ออกมาดี รวมทั้งคาดว่านักลงทุนรายใหญ่ที่ติดหุ้นอยู่จะทยอยซื้อหุ้นเพิ่มทุน และนำวอร์แรนต์ไปแปลงสภาพเป็นหุ้นแม่ เพื่อที่จะได้เฉลี่ยราคาต้นทุนให้ลดลง โดยคาดว่าภายใน 1 ปีนี้มีโอกาสที่ราคา BANPU จะแตะ 30 บาท > คุณทรงกลด วงศ์ไชย จาก บล.กรุงศรี ยกให้ THAI เป็นหุ้นที่น่าสนใจ เพราะด้วย theme การเทิร์นอะราวด์ของผลประกอบการในปีนี้ ที่คาดจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิถึง 9 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปัจจัยหนุนระยะสั้นคือค่าเงินยูโรอ่อนค่าช่วยให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะปัจจุบันมีหนี้เป็นสกุลยูโร 40%ของจำนวนหนี้ที่มีทั้งหมด โดยให้ราคาพื้นฐานถึง 32 บาท > คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม บล.เอเซีย พลัส ยกหุ้นเด็ดคือ MCS ที่ทำธุรกิจเหล็กส่งออกไปญี่ปุ่น เพราะเป็นหุ้นปันผลที่มีผลตอบแทนมากกว่า 6% และเป็นหุ้นเติบโตแข็งแกร่งในระยะยาวเพราะมีปริมาณงานในมือสูง รวมถึงมีโอกาสรับงานเพิ่มจากโครงการก่อสร้างในญี่ปุ่นที่เตรียมจัดโอลิมปิกในปี 2020 นอกจากนั้น ยังเตรียมปรับประมาณการขึ้นจากผลบวกค่าเงินเยนเเข็งค่าผลจาก Brexit รวมถึงปริมาณส่งออกที่มากขึ้นกว่าประมาณการเดิม ให้ราคาพื้นฐาน 15.75 บาท > คุณมยุรี โชวิกรานต์ แห่ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้หุ้นเด็ดคือ BJC จากดีลการเข้าซื้อ BIGC เพื่อต่อยอดธุรกิจ และหากนำห้างเมโทรที่เวียดนามเข้ารวมด้วย ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพในแง่การเติบโตได้ดีในระยะยาว  หุ้น BJC ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากเงินยูโรอ่อนค่าด้วย > คุณสิทธิพร เจนในเมือง จาก  บล. ยูโอบี เคย์เฮียน ให้หุ้นเด็ดคือ VGI โดยชูประเด็นทางเทคนิคที่ราคาหุ้นเพิ่งจะยกตัวสอดคล้องเส้นค่าเฉลี่ยตัดเรียงกัน ทำให้มองเป็นขาขึ้นระยะกลางถึงยาว ให้ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท > คุณวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ จาก บล.บัวหลวง ให้หุ้นเด็ดคือ TPCH รับกระแสเปิดประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลในไตรมาส 3-4 จำนวน 300 เมกะวัตต์ โดยในระยะยาว คาดธุรกิจยังเติบโตได้โดดเด่นตามการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญธุรกิจนี้มีมาร์จิ้นสูงถึง 40-50% > คุณอาภาภรณ์ แสวงพรรค แห่ง บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย) ยกหุ้นเด็ดคือ CPN เพราะคาดกำไรสุทธิจะเติบโต 15% ต่อเนื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า และมี Upside ในระยะสั้นคือการเปลี่ยนกองทุน CPNRF เป็นกอง REIT ซึ่งจะช่วยให้ CPN นำสินทรัพย์มาขายเพิ่มเติมได้ และจะบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาในอนาคต ให้ราคาพื้นฐาน 70 บาท > คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินเทค (ประเทศไทย) ได้ใช้เครื่องมือคัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน และความเสี่ยงต่ำ พบหุ้นเด่นประกอบด้วย INTUCH   LH   SCC  STEC   และ  CPF > คุณคมสัน สุขสำราญ จาก บล. ภัทร ให้หุ้นเด็ดคือ IRPC จากผลตอบแทนปันผลราว 5% ขณะ Valuation ถือว่าถูกเมื่อเทียบหุ้นในกลุ่มเดียวกันในเอเชีย และคาดจะถูกกระทบจาก Brexit น้อย ส่วนกำไรสุทธิคาดจะฟื้นตัวได้ดีจากธุรกิจปิโตรเคมี รวมถึงธุรกิจโรงกลั่นที่เติบโตจากโครงการใหม่  ให้ราคาพื้นฐาน 5.60 บาท เต็มอิ่มตลอด 7 ชม. เต็ม (เริ่ม Live ประมาน 10.00 น. จนถึง 17.00 น.) Talkshow "ชีวิตดีดี๊ แค่มี 12 หุ้นในพอร์ต "รวยได้ สุขด้วย ชีวิตดีดี๊ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร & 12 ราศี ดวงปีนี้ ลงทุนอะไรรวย Live : "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel" [ ช่วงเช้า ] Link: https://www.youtube.com/watch?v=TUI0UlNCUc0 Live : "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel" [ ช่วงบ่าย ] Link: https://www.youtube.com/watch?v=ghX3sAb3hoc ขอให้มีความสุขกับการลงทุนทุกท่านๆครับ Credited by Moneychannel แก้ไขข้อความเมื่อ 01 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:21:27 น.
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 Jun 22:01 คลิปสัมนาน่าดู "ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel"
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 Jun 13:39 กระทู้ : ขอคำแนะนำเกี่ยวกับหุ้น อายุ 14 อยากลองซื้อหุ้นครับความเห็น : เริ่มต้น ควรไปยืมหนังสือลงทุนในห้องสมุด (ควรหลีกเลี่ยงการซื้อหนังสือลงทุน ไม่คุ้มเพราะเน้นขายกระดาษ,หมึกและขายฝัน) หนังสือที่อยากให้อ่านที่เขียนโดย ดร.นิเวศน์ หรือวอร์เรนตฺ บัฟเฟต ...อ่านให้เยอะ แล้วรอจังหวะหุ้นตกหนัก ๆ ค่อยชวนพ่อแม่ไปเปิดบัญชีซื้อหุ้น
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 Jun 22:24 กระทู้ : ผมเล่นหุ้นมา 3 ปี ไม่เคยได้กำไรเลยความเห็น : " ในเกมของการลงทุน คนที่รอไม่ได้ ก็คือผู้แพ้ "                  ดร.นิเวศน์ เขียนไว้ในบทความครับ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 Jun 16:32 BREXIT รอยร้าวของ EU : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 Jun 10:15 กระทู้ : ℐ ❤ ℧ บลูชิปฯปออันปัน @ ยามเช้าวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. 2559 ครับ ♪♫..ความเห็น : โลกในมุมมองของ Value Investor 25 มิ.ย. 59 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร BREXIT รอยร้าวของ EU [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ผลการลงประชามติของอังกฤษที่ให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกภาพของประชาคมยุโรปหรือ EU นั้นเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าจะรุนแรงที่สุดหลังจากกรณีวิกฤตซับไพร์มของอเมริกาในปี 2008 ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นสหรัฐตกลงไปถึง 610 จุดหรือ 3.39% ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 59 หลังจากทราบผลการลงประชามติ ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมงดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นตกลงไปถึง 1,286 จุดหรือ 7.92% เช่นเดียวกับดัชนี FTSE 100 ของตลาดลอนดอนที่ตกลงไป 3.15% ในด้านของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินปอนด์ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 31 ปี และในช่วงหนึ่งของตลาดตกลงมาถึง 10% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ผลกระทบของการถอนตัวจาก EU หรือ BREXIT นั้นดูเหมือนว่าจะกระทบกับตลาดหรือเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ตลาดหุ้นของไทยนั้นตกลงมาเพียง 1.62% มาเลเซียตกลงมาเพียง 0.36% อินโดนีเซียลดลง 0.82% ฟิลิปปินส์ 1.29% เซี่ยงไฮ้ลดลง 1.33% เป็นต้น เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าความเกี่ยวพันกันของเศรษฐกิจการเงินจากการออกจาก EU ของอังกฤษนั้นจะกระทบกับ EU เป็นหลัก และ EU เองนั้นเกี่ยวพันกับประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ว่าที่จริงถ้าจะถามว่าประเทศไทยจะถูกกระทบอย่างไรเมื่ออังกฤษจะออกจาก EU คำตอบก็ยังไม่ค่อยชัด ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบทางอ้อมที่ห่างไกล หุ้นที่ตกลงมาเพียง 1.62% นั้นอาจจะเป็นเรื่องของความ “ตกใจ” ของนักลงทุนไทยก็เป็นไปได้ เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนต่างชาติซื้อขายหุ้นน้อยและขายหุ้นสุทธิในวันนั้นเพียง 783 ล้านบาทในขณะที่นักลงทุนสถาบันและโบรกเกอร์ขายหุ้นสุทธิ 7,482 และ 4,652 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนส่วนบุคคลดูเหมือนว่าจะ “ไม่ตกใจ” และเข้าไป “ช้อนซื้อ” ถึง 12,917 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายทั้งวันสูงลิ่วถึง 88,223 ล้านบาท หรือกว่าสองเท่าของปริมาณการซื้อขายปกติ ผลกระทบโดยตรงจริง ๆ ในระยะสั้นต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นคงมีน้อยเพราะถึงอย่างไรอังกฤษก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปีกว่าจะออกจาก EU ได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโดยเฉพาะเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศนั้นปรับตัวเร็วมาก และนั่นทำให้หลายประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นและอังกฤษนั้น “ช็อก” เพราะค่าเงินอาจจะแข็งเกินไปหรืออ่อนเกินไปมากส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกทันที เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วก็อาจจะยิ่งหนักขึ้น ในระยะยาวเองนั้น การที่อังกฤษและ EU จะต้อง “ปรับตัว” เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขต่าง ๆ เช่นในเรื่องของการ “ย้าย” ธุรกิจและแรงงานที่ผสมปนเปกันไปมากแล้วกลับประเทศ ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจชะงักหรือเติบโตช้าไปบ้าง ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ดีต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวม และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินและตลาดทุนตกลงมาอย่างแรงอย่างไม่ทันตั้งตัวเพราะมันเป็นเรื่องที่ “ไม่คาดคิด” ก่อนหน้านี้ มองภาพที่ใหญ่ขึ้น ผมเองลึก ๆ แล้วก็มองว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเป็น “จุดเริ่ม” ของสิ่งที่ใหญ่กว่า BREXIT มันอาจจะเป็นเรื่องของการ “แตกสลาย” ของการ “รวมกัน” ของสังคมโลกที่ดำเนินมานาน ผมยังจำได้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่รวมรัฐต่าง ๆ มากมายเข้าด้วยกันแล้ววันหนึ่งจู่ ๆ ทุกอย่างก็ “ล่มสลาย” ลงกลายเป็นประเทศอิสระเป็นสิบ ๆ ประเทศที่ต่างก็มีวิถีของตนเองและไม่ขึ้นอยู่กับประเทศใหญ่อย่างรัสเซียอีกต่อไป EU เองนั้นก็เป็นกระแสที่พยายาม “รวมประเทศ” เข้าด้วยกันเพื่อที่ต่างก็จะได้ประโยชน์จากการรวมกันนั้นในทุก ๆ ด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นอาเซียนหรือ AEC ที่พยายามรวมประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกันเพื่อให้ทุกประเทศได้ประโยชน์จากสังคมและเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะเป็นเครื่องดึงดูดให้เกิดการลงทุนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตลาดจะใหญ่ขึ้นมากสำหรับทุก ๆ ประเทศที่เข้ามารวมกัน แต่การรวมกันเองนั้น ทุก ๆ ประเทศก็จะต้อง “สละ” สิทธิและความชอบส่วนตัวลงและต้องยอมรับ “เสียงส่วนใหญ่” ที่จะเข้ามาบังคับแทน ถ้าผลประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่สอดคล้องกัน สิ่งที่แต่ละประเทศจะต้องเสียสละก็จะน้อยลงในขณะที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็จะมากกว่า แบบนี้ประชาคมก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขและ “เหนียวแน่น” แต่ถ้าไม่ ก็จะมีบางประเทศที่เริ่มจะเห็นว่าตนเอง “เสียเปรียบมาก” และเริ่มไม่มีความสุขและในที่สุดก็จะไม่อยากอยู่และถอนตัวออกไปในที่สุด นอกจากนั้น บางครั้งการที่บางประเทศอาจจะรู้สึก “เสียศักดิศรี” ที่ไม่สามารถโน้มน้าวให้คนอื่นทำตามแนวคิดของตนเอง ตรงกันข้าม กลับถูกบังคับให้ต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเองต่อต้านหรือมีความคิดไม่เห็นด้วยรุนแรงก็จะเกิดความคับแค้นใจและอาจจะก่อให้เกิดกระแสสังคมในประเทศที่จะเรียกร้องให้ถอนตัวออกจากประชาคมทั้ง ๆ ที่ผลประโยชน์โดยรวมก็ยังเป็นบวกต่อประเทศตนเองอยู่ การที่สงครามทั้งร้อนและเย็นของโลกสงบลงและประเทศต่าง ๆ ต่างก็ “เปิดกว้าง” ต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติรวมทั้งลดภาษีและข้อจำกัดต่าง ๆ ทางการค้าและในการทำธุรกิจลงเพื่อเป็นการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง ความจำเป็นที่จะต้องรวมกันเพื่อความปลอดภัยหรือป้องกันประเทศ หรือรวมกันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจก็อาจจะเริ่มน้อยลง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้าในระดับที่ “ปฏิวัติ” วิธีการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนได้ทำให้เรื่องของ “พรมแดน” หรือข้อบังคับของแต่ละประเทศมีความหมายน้อยลง พูดง่าย ๆ จะรวมหรือไม่รวมกันเป็นประชาคมก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก วิธีที่ดีกว่าอาจจะเป็นเรื่องของการทำสัญญาการค้าเสรีระหว่างประเทศที่ได้ประโยชน์เต็มที่โดยเสียสิทธิในการตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ น้อยกว่า ตัวอย่างที่น่าจับตามองก็คือการทำสัญญาการค้าเสรี TPP ที่มีอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นหัวเรือใหญ่ที่ดูเหมือนว่าอาจจะทำให้ AEC นั้นมีความหมายน้อยลงไปมากถ้าสมาชิกบางประเทศที่อยู่ใน AEC ด้วยได้ประโยชน์สูงและทำให้สมาชิกอื่นขอเข้าร่วมในภายหลัง ถึงขณะนี้ผมเองคิดว่าความคิดเรื่องของประชาคมร่วมนั้นน่าจะเริ่ม “ตกยุค” แม้แต่เรื่องของ AEC เองที่พวกเราคาดหวังไว้มากว่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศในย่านนี้ผมก็คิดว่าคงไม่เกิดมากไปกว่านี้นัก ที่แน่นอนก็คือไม่มีทางที่เราจะมีเงินตราร่วมกัน ผมคิดว่าประเทศอย่างเวียตนามนั้นเขาคงมุ่งสู่การเป็นสมาชิก TPP มากกว่าที่จะสนใจการรวมกันมากขึ้นของเพื่อนบ้าน เหนือสิ่งอื่นใด ความคิด วัฒนธรรม เรื่องของเชื้อชาติ และเรื่องอื่น ๆ อีกร้อยแปดที่แตกต่างกันมากนั้นจะทำให้ AEC ไม่ก้าวไปไกลกว่านี้มากนัก แม้แต่ EU ที่ประชากรและวัฒนธรรมต่าง ๆ ใกล้เคียงกันและดำเนินมานานนั้น ผมก็คิดว่ามีโอกาสที่ในที่สุดก็อาจจะ “แตก” จากกันได้ อาจจะคล้าย ๆ กับกรณีที่สหภาพโซเวียตแตกมาแล้ว ก่อนที่จะจบ ผมเองรู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก สิ่งที่ไม่อาจจะคาดคิดได้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก ประเด็นก็คือ ปัจเจกบุคคลในโลกปัจจุบันนั้นได้รับข่าวสารแบบเสรีและรวดเร็ว นั่นทำให้ความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก สิ่งที่ในอดีตต้องการเวลาเปลี่ยนเป็น Generation หรือเป็นชั่วอายุคน เดี๋ยวนี้สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาไม่กี่ปี และไม่มีใครขวางมันได้ ทั้งหมดที่พูดมานั้นแทบไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นเลย แต่นี่คือโลกยุคปัจจุบันที่เราต้องเข้าใจและนำมันมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนเอง
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 26 Jun 20:02 กระทู้ : ชวนไปสัมมนา ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel ที่พารากอนความเห็น : วันพุธนี้เราว่าง จะไปเข้าฟังสัมมนา"ฟรี" สักหน่อย ใครสนใจไปบ้างครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ กำหนดการงาน ชีวิตดี๊ดี สู่ 12 ปี Money Channel ในวันพุธที่ 29  มิถุนายน 2559 เวลา 10.00 – 17.00 น ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 สยามพารากอน .......................................................................................................................................... 10.00 น. – 10.15 น.              ลงทะเบียน 10.15 น. – 10.20 น.              รับชม VDO Presentation “ก้าวสู่ 12 ปี Money Channel” 10.20 น. – 10.25 น.              กล่าวต้อนรับโดย คุณเกศรา มัญชุศรี   กรรมการ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย                                          และประธานกรรมการ บริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด 10.25 น. – 10.30 น.             แถลงทิศทางการดำเนินงาน ในโอกาสขึ้นปีที่ 12 Money Channel                                          โดย คุณสถาพร พานิชรักษาพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด 10.30 น. - 10.40 น.              พิธีเปิดงาน 10.40 น. - 11.00 น.              พิธีมอบรางวัล The Money Channel Award 2016 สุดยอดนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยอดนิยม 11.00 น. - 11.10 น.              บรรยายพิเศษ “Mindset กับการลงทุนในภาวะตลาดผันผวน”  โดย ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ Chief Economist Research Department  บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด 11.10 น. – 12.30 น.             Talk Show “12 ราศี ดวงปีนี้ลงทุนอะไร รวย”  โดยหมอช้าง ทศพร ศรีตุลา 12.30 น. – 13.30 น.              พักกลางวัน 13.30 น. – 16.30 น.             Talk Show “ชีวิตดี๊ดี แค่มี 12 หุ้นนี้ในพอร์ต”                                         โดย 12 สุดยอดนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยอดนิยม  เจ้าของรางวัล The Money Channel Awards 2016 16.30 น. – 16.50 น.            Talk Show “รวยได้ สุขด้วย ชีวิตดี๊ดี”    โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และพิสชา เหมวชิรวรากร 16.50 น. - 17.00 น.             ปิดงาน หมายเหตุ : Money Channel ของดรับกระเช้าของขวัญ และเชิญร่วมบริจาคให้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา บ้านราชาวดี (หญิง) เปิดรับลงทะเบียนหน้างานฟรี ดร.นิเวศน์ก็มานะ เเต่ตอนใกล้จะจบงาน... เข้าไปดูต่อได้ที่ : http://portal.set.or.th/tsd/eventcalendar.html?sessId=46470&courseType=Z
TWITTER นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 25 Jun 21:02 @รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ : ถ้าตลาด US แบ่งนิยามความรวยเป็น 100k-1m = affluent มีอันจะกิน 1m up = HNWI 5m up = Very HNWI 30m up = Ultra HNWI i.e. ดร.นิเวศน์
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 23 Jun 19:55 กระทู้ : ช่วงหุ้นตกหนักวิกฤติทั่วโลกที่ว่าสิบปีมีครั้งช่วงนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไรครับความเห็น : อ่านจากหนังสือของ ดร.นิเวศน์ หุ้นกลุ่มพื้นฐานมีจ่ายปันผลตลอดครับ พวกน้ำปลา เสื้อผ้า อาหาร น้ำหวาน สื่อสาร การบิน เพียงแต่ว่าสภาวะตลาดตอนนั้นทำให้ราคาหุ้นมาตกลงมาต่ำกว่าราคา PE มาก เนื่องจากความกลัว เป็นจังหวะซื้อที่ยังมีไม่กี่คนที่มองเห็นในตอนนั้นครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 23 Jun 01:02 กระทู้ : อยากได้คำแนะนำหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนสไตล์ VI ครับความเห็น : อยากทราบว่ามีท่านใดแนะนำหนังสือการลงทุนแบบ VI ให้ผมอ่านได้มั้ยครับ ตอนนี้ผมอ่าน one up on wall street,ตีแตก ของดร.นิเวศน์,พ่อรวยสอนลูกเล่มต่างๆ ไปแล้วครับ ตอนนี้ผมอายุ 18 อยากเพิ่มความรู้ก่อนลงสนามจริงครับ ขอบคุณครับ ปล.กระทู้แรกผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 21 Jun 13:02 หุ้น First Mover : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 Jun 05:03 กระทู้ : กำไร จาก SET/TFEXความเห็น : อันนี้เป็นกระทู้ขอเรียนถามนักลงทุนในตลาด SET/TFEX ทุกๆ ท่านนะคะ พอดีดิฉันเห็นตารางแสดงกำไรของ ดร.นิเวศน์ ในหนังสือ "ตีแตก" ดังนี้ ซึ่ง VI อันดับหนึ่งของประเทศไทย ทำไว้ที่ เฉลี่ย 35.4% ต่อปี บวกกับความคิดเห็นของ คุณ 1285927 จากกระทู้เกี่ยวกับการเก็งกำไรระยะสั้น/ระยะยาว http://pantip.com/topic/35276100/comment2 ว่าการเก็งกำไรระยะสั้นจะให้ผลตอบแทน ดีกว่าการถือหุ้นระยะยาว แต่จะเหนื่อยกว่า เลยอยากทราบว่า พี่ๆ น้องๆ ที่ เล่นสั้น/เล่นยาว นั้น ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยกันประมาน กี่เปอร์เซ็นต์ ต่อปีคะ ? ดิฉันคำนวนว่า ถ้าดิฉันเล่นสั้น เอากำไรเพียงแค่ 3% ต่อการซื้อขาย และให้ระยะเวลาหนึ่งเดือน(เป็นอย่างมาก) ในการซื้อขายแต่ละรอบ จะทำให้ดิฉันได้ ผลตอบแทน 3% ต่อเดือน สำหรับเงินต้นของดิฉัน คิดเป็น 36% ต่อปี หากไม่ทบต้น (คิดอย่างคร่าวๆ โดยส่วนใหญ่แต่ละรอบจะไม่ถึงหนึ่งเดือน และใช้ตรงส่วนนี้ หักลบกลบหนี้กับการ cut loss) และในตลาด TFEX ผลกำไร มากน้อยกว่านี้ ประมาณเท่าใด คะ ? ขอบพระคุณ ทุกๆ ท่านค่ะ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 Jun 04:28 กระทู้ : กำไร จาก SET/TFEX
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 14 Jun 16:01 ลงทุนอย่างสบายใจ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 13 Jun 15:32 Fin Tech กับการลงทุน : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 08 Jun 12:01 ทำไมนักลงทุนหุ้นที่เก่งและรวยมากๆ ถึงใช้ชีวิตแบบสมถะ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 07 Jun 02:06 กระทู้ : QH ที่ขึ้นเพราะ ด.ร.ถือ หรือมูลค่าต่ำเกินไป หรือ เพราะอสังหามายกแผงครับความเห็น : ขึ้นเพราะ ดร. แต่ไม่ใช่ ดร.นิเวศน์ นะ เป็นเพราะ ดร.ชัชชาติ ต่างหากค่ะ
S2M นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 06 Jun 13:31 ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 06 Jun 11:02 กระทู้ : ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากรความเห็น : โลกในมุมมองของ Value Investor 4 มิถุนายน 2559 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ นักลงทุนที่เป็น VI แบบดั้งเดิมที่เน้นลงทุนแต่หุ้นที่มีราคาถูกมากหรือหุ้นที่มีค่า PE ต่ำหรือต่ำมากโดยที่ไม่ได้มีรายการกำไรพิเศษนั้น ควรที่จะต้องรู้ว่า บ่อยครั้งหุ้นที่มีค่า PE ต่ำก็ไม่ใช่หุ้นที่จะปลอดภัยหรือน่าลงทุน เหตุผลมีมากมาย ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องรู้ว่าบริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอะไร แนวโน้มหรือวัฏจักรอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงไหน สถานะของกิจการในอนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นต้น เหตุผลข้อแรกที่ทำให้หุ้น PE ต่ำมีความเสี่ยงนั้นอาจจะเป็นเพราะบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม Cyclical หรืออุตสาหกรรมที่มีวัฏจักรขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละอาจจะเป็นปีหรือหลายปี ในช่วงที่อุตสาหกรรมเป็น “ขาขึ้น” กำไรอาจจะสูงมากจนทำให้ค่า PE ต่ำมากและนั่นอาจจะทำให้เราเข้าไปซื้อหุ้น แต่ความเสี่ยงก็คือ เราไม่รู้ว่าวัฏจักรยังจะขึ้นต่อไปไหมและอีกนานเท่าไร ถ้าเราซื้อและถือไว้แล้วพบว่ากำไรในช่วงต่อไปกำลังลดลง ค่า PE ก็จะ “กลับทิศ” คือเพิ่มขึ้นและอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นอาจจะทำให้คนเริ่มขายหุ้นและขายหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดราคาก็จะตกลงมาอย่างหนักเนื่องจากวัฏจักรกลายเป็น “ขาลง” สมบูรณ์แบบ กำไรของบริษัทที่เคยสูงมากกลายเป็นขาดทุน เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นที่เคยสูงมากตกลงมาแทบจะเป็น “หายนะ” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดที่ผ่านมาในตลาดหุ้นไทยก็คือบริษัทเดินเรือที่เคยทำกำไรมหาศาลเป็นเวลาติดต่อกันหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ในระยะหลังกลับขาดทุน ราคาหุ้นเคยขึ้นไปหลายเท่าโดยที่ค่า PE ก็ต่ำมากนั้น ตกต่ำลงอย่างหนักในขณะที่ค่า PE กลับสูงลิ่ว ธุรกิจที่เป็น Cyclical นั้นยังมีอีกมากมาย ตัวอย่างก็คือธุรกิจปิโตรเคมีและที่เกี่ยวเนื่องเช่นพวกพลาสติกหรือผลิตภัณฑ์จากพลาสติกเช่นแผ่นฟิล์มต่าง ๆ นั้นต่างก็เคย Boom และ Bust หรือราคาสินค้าขึ้นเป็น “ฟองสบู่” และ “แตก” มาเป็นระยะ ซึ่งในระหว่างนั้นหุ้นก็ปรับตัวขึ้น บางตัวขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้น แต่หลังจากนั้นก็ตกลงมาเท่า ๆ กับที่ขึ้นไปหรือลงมามากกว่าเมื่อวัฏจักร์ของราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปเป็นขาลง ในกระบวนการนั้นก็อาจจะทำให้นักลงทุนบางคนเป็น “เศรษฐี” ในขณะที่หลายคนกลายเป็น “ยาจก” ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าหุ้นนั้นมี PE ต่ำและเป็นหุ้นที่ “ไม่เสี่ยง” อย่างไรก็ตาม ก็จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมักจะมีความจำสั้นมาก พวกเขามักจะสนใจแต่เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น ความโลภทำให้คนลืมความเสี่ยง นี่คือสัจธรรมและคงติดอยู่ในยีนส์ของคนเรามานานตั้งแต่มีมนุษย์ ข้อสองที่ทำให้หุ้นมี PE ต่ำ บางทีต่อเนื่องมาหลายปีก็คือ หุ้นตัวนั้นอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม “ตกดิน” หรือ “Sun Set” แล้ว อุตสาหกรรมตกดินนั้นส่วนใหญ่ก็คืออุตสาหกรรมที่ประเทศไทย “หมดความสามารถในการแข่งขัน” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ดังนั้น ในอนาคตมันก็จะค่อย ๆ เลิกกิจการไปเนื่องจากราคาสินค้าที่ขายมักจะต่ำแต่ต้นทุนการผลิตมักจะสูงจนทำให้ขาดทุนและการขาดทุนก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ต้องปิดกิจการ และนี่ก็คือตอนท้ายของเรื่อง แต่ในช่วงที่เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ Sun Set นั้น หลาย ๆ บริษัทก็จะยังมีกำไรและก็ยังมีกำไรต่อเนื่อง ค่า PE ของหุ้นก็จะต่ำถึงต่ำมาก บางทีเป็นเพราะราคาหุ้นถดถอยลงมา แต่ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นและคิดว่ามันมีราคาถูกมากและอาจจะจ่ายปันผลดีด้วย ผลสุดท้ายเมื่อกำไรเริ่มตกต่ำลงราคาหุ้นก็จะตกต่ำลงเรื่อย ๆ และไม่มีทีท่าจะฟื้นได้เลย การลงทุนก็อาจจะกลายเป็นหายนะได้ ตัวอย่างของหุ้นเหล่านี้น่าจะรวมถึงธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานสูงที่ต้องแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำเช่นสิ่งทอและชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกบางอย่าง เป็นต้น ข้อสามที่ทำให้หุ้นมีค่า PE ต่ำโดยที่หลายคนก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้นก็คือหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลัง “อิ่มตัว” หรืออาจจะไม่โตแล้ว หรือไม่ก็โตช้าลงไปมาก ตัวอย่างของหุ้นกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึงหุ้น อสังหาริมทรัพย์ที่โตช้าลงหรืออาจจะหยุดโตเนื่องจากประชากรคนไทยที่แทบจะไม่ค่อยเพิ่มแล้ว ธุรกิจการเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ที่การเพิ่มขึ้นของรายได้ในอนาคตน่าจะยากขึ้นเรื่อย ๆ หรือธุรกิจผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเผชิญกับการถดถอยหรือโตช้าลงของเศรษฐกิจไทยและโลกที่อาจจะต่อเนื่องไปอีกนานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เน้นทางด้านดิจิตอลมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับอุปกรณ์ที่จับต้องได้ หุ้นของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังอิ่มตัวนั้นมีความเสี่ยงก็คือ มันไม่โต หรือบางทีก็ถดถอยลงเนื่องจากมันแพ้คู่แข่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเนื่องจากผู้เล่นต่างก็ต้องแย่งตลาดที่ไม่โตกัน และถ้าเป็นสถานการณ์ดังกล่าว หุ้นตัวนั้นอาจจะมีกำไรลดลงหรือเพิ่มน้อยมากทำให้นักลงทุนไม่สนใจซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนเป็นเวลานาน ค่า PE ก็อาจจะมีแนวโน้มต่ำเช่นเดิมไปนานแบบ “ต่ำเรื้อรัง” เรียกว่าซื้อหุ้นอาจจะได้แค่ปันผล แต่ถ้าโชคร้ายหุ้นที่ซื้อนั้นมีความสามารถต่ำกว่าคู่แข่ง กำไรก็อาจจะลดลงและทำให้หุ้นตกลงตามไปด้วยแม้ว่าอาจจะไม่เป็นหายนะ ดังนั้น ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำในกลุ่มนี้นั้นผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการ “เสียโอกาส” ของเงินมากกว่าประเด็นอื่น อย่างไรก็ตาม ถ้าหุ้นจ่ายปันผลสูง เช่น ปีละไม่ต่ำกว่า 4-5% นี่ก็อาจจะชดเชยการเสียโอกาสของเงินได้ ข้อสี่หรือกลุ่มที่สี่ที่มีค่า PE ต่ำนั้น อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนกลัวหรือคาดว่ากิจการทั้งหมดในอุตสาหกรรมนั้นกำลังจะมีปัญหา รายได้และกำไรกำลังจะลดลงหรือไม่โต ตัวอย่างชัดเจนก็คือกลุ่มแบ้งค์ที่คนกลัวว่าจะเกิดหนี้เสียที่จะทำให้ต้องสำรองมากขึ้นเช่นเดียวกับที่สินเชื่อก็จะไม่โต ทั้งสองประเด็นนั้นมาจากการที่ภาวะเศรษฐกิจไทยที่โตช้าลงไปมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ ความเสี่ยงของการลงทุนซื้อหุ้นกลุ่มที่คาดว่ากำลังจะเผชิญกับปัญหาก็คือ ปัญหามันเกิดขึ้นจริงและผลกระทบมันรุนแรงเกินคาดเนื่องจากการที่มันอาจจะเป็นทั้งระบบ ในภาวะอย่างนั้น หุ้นก็อาจจะตกลงมาหนักมากจนบางครั้งกลายเป็น “หายนะ” กลุ่มสื่อสารเองก็น่าจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีค่า PE ต่ำลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ในการได้สิทธิ์ใช้คลื่นวิทยุที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการแข่งขันที่มากขึ้นในอุตสาหกรรมทำให้คนกลัวว่ากำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมจะลดลงในอนาคต ซึ่งความเสี่ยงถ้าเราซื้อหุ้นเหล่านี้ก็คือ กำไรของบริษัทลดลงมากกว่าที่คิด นอกจากนั้นอนาคตต่อไปก็อาจจะ “ไม่นิ่ง” เนื่องจากมีความไม่แน่นอนของผู้เล่นใหม่ที่อาจจะเข้ามาได้อีกซึ่งจะทำให้การทำกำไรของบริษัทลดลง ถ้าจะพูดโดยรวมแล้วผมเองคิดว่าความเสี่ยงของการลงทุนซื้อหุ้นที่มี PE ต่ำนั้นน่าจะน้อยกว่าการถือหุ้น PE สูงมาก เหตุผลแรกก็คือ ความคาดหวังในการลงทุนของนักลงทุนที่ซื้อหุ้น PE ต่ำนั้นมีไม่มาก ดังนั้น โอกาสผิดพลาดก็จะน้อยลง ตัวอย่างเช่น พวกเขาคิดว่าเศรษฐกิจแย่และหนี้เสียคงจะมากขึ้น แต่หนี้เสียอาจจะไม่เลวร้ายเท่าที่คิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ แบ้งค์เองก็ตั้งสำรองหนี้เสียไว้ค่อนข้างมากอยู่แล้วที่จะรองรับความเสียหายได้อย่างเพียงพอโดยไม่ทำให้ผลประกอบการตกลงมาหนักเกินไป เป็นต้น เหตุผลต่อมาก็คือ ราคาหรือมูลค่าของกิจการตอนที่เราซื้อหุ้นที่มีค่า PE ต่ำนั้น มักจะไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาด หุ้นก็อาจจะตกลงมา แต่อาจจะไม่มากนักเนื่องจากผลประกอบการของบริษัทก็ยังดีพอที่จะทำให้มีนักลงทุนสนใจที่จะซื้อ เพราะอย่างน้อยปันผลที่จะได้ก็อาจจะคุ้มที่จะถือระยะยาว เป็นต้น ก่อนที่จะสรุปว่าเราควรซื้อหุ้น PE ต่ำมากกว่า PE สูง ผมคงจะต้องบอกด้วยว่า ผลตอบแทนถ้าทุกอย่างไม่ได้แย่แต่ดีมากนั้น ในกรณีของหุ้น PE ต่ำก็อาจจะไม่ดีเท่าหุ้น PE สูง บางทีเป็นเรื่องยากที่หุ้น PE ต่ำจะวิ่งขึ้นไปหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น ความคาดหวังที่ต่ำนั้นมักทำให้คนไม่อยากเข้ามาเก็งกำไรและการดันราคาหุ้นให้สูงลิ่วในเวลาอันสั้นนั้นยาก ดังนั้น คนที่เล่นหุ้น PE ต่ำก็ต้องทำใจว่าผลตอบแทนจากหุ้น PE ต่ำนั้นจะต้องค่อย ๆ มาถ้าเราเลือกที่จะ “เสี่ยง” อย่างรอบคอบแล้วกับหุ้น PE ต่ำ http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=60031 แก้ไขข้อความเมื่อ 06 มิถุนายน 2559 เวลา 16:43:08 น.
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 06 Jun 10:49 กระทู้ : ความเสี่ยงของหุ้น PE ต่ำ : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Jun 15:25 กระทู้ : ท่าน ดร.นิเวศน์ ท่านเคยบอกว่าท่านไม่มีทรัพย์อย่างอื่นนอกจากหุ้น เพราะหุ้นให้ผลตอบเเทนดีที่สุดความเห็น : ซื้อหุ้นตอน 1,500-1,600 ก้ไม่ใช่ ดร.นิเวศน์แล้ว
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Jun 14:01 กระทู้ : ท่าน ดร.นิเวศน์ ท่านเคยบอกว่าท่านไม่มีทรัพย์อย่างอื่นนอกจากหุ้น เพราะหุ้นให้ผลตอบเเทนดีที่สุดความเห็น : เข้าใจว่าเพราะช่วงที่ท่านได้หุ้นถูก มีช่วงนึงที่เป็นราคาตอนวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ท่านร่ำรวยมหาศาล ไม่ทราบถ้าท่านซื้อหุ้นช่วงนี้ท่านน่าจะยังยืนยันความคิดเเบบเดิมอยู่หรือเปล่าครับ เเละอีกอย่าง ผมอยากทราบว่า มีท่านใดคิดเเบบท่านอาจารย์ ดร.นิเวศน์บ้างไหมครับ คือ ซื้อหุ้นอย่างเดียวเลยในชีวิต(อาจจะหมายรวมถึง กองทุน ตราสารหนี้ต่างๆด้วย)(ท่านเคยพูดว่าถ้าซื้อที่ดินหรือซื้อคอนโดผมไปซื้อบริษัททำคอนโดเลยดีกว่าเยอะ ไม่ต้องเสียเวลาดูเเล คชจโน่นนี่นั่น) ทั้งที่มีเงินพอสามารถซื้อ ที่ดิน บ้าน ของเก่า พระเครื่อง ต่างๆได้ ขอบคุณครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 04 Jun 13:56 กระทู้ : ท่าน ดร.นิเวศน์ ท่านเคยบอกว่าท่านไม่มีทรัพย์อย่างอื่นนอกจากหุ้น เพราะหุ้นให้ผลตอบเเทนดีที่สุด
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 02 Jun 09:49 กระทู้ : ดร.นิเวศน์ทำไมท่านไม่ขายหุ้น CPALL ไหนบอกว่าจะขายก็ต่อเมื่อความเห็น : ราคาที่ ดร.นิเวศน์ซื้อ คือราคาก่อน Split นะครับ ดังนั้นถ้าเทียบกันจริงๆ คือ ต้องเอาราคาปัจจุบัน x2 ครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 02 Jun 08:46 กระทู้ : ดร.นิเวศน์ทำไมท่านไม่ขายหุ้น CPALL ไหนบอกว่าจะขายก็ต่อเมื่อ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 30 May 14:18 กระทู้ : ความเสี่ยงของหุ้น PE สูง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 May 14:01 กระทู้ : ดร.นิเวศน์ วีไอ สายแข็งความเห็น : เท่าที่ติดตาม บรรดาเซเลบวีไอ  ที่มีคนกล่าวขานถึง  ผมสังเกตุว่ามีลักษณะการเลือกหุ้นลงทุน แบ่งเป็น 3ประเภท 1. วีไอสายเทิรฺนอะราว กลุ่มนี้ ชอบหาหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี แต่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงรายได้อย่างมีนัยยะ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น ปรับ       โครงสร้างทางการเงิน ปรับเปลี่ยนธุรกิจ เปลี่ยนตัวผู้บริหาร  มีพันธมิตรใหม่ พอผลประกอบการออกมา ราคาหุ้นก็วิ่งหรือบางทีวิ่งไปก่อนแล้ว วีไอกลุ่มนี้ก็จะขายหุ้นออกมา ส่วนใหญ่จะได้กำไรเกิน100เปอเซ็นขึ้นไป 2.วีไอรายไตรมาส กลุ่มนี้จะเลือกหุ้นที่กำลังจะมีข่าวดี หรือสตอรี่ดีๆ ที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสถัดไปเติบโตอย่างมีนัยยะ ไม่อยากจะยกตัวอย่าง   ก็เห็นๆกันหลายตัวที่วิ่งๆกันอยู่ตอนนี้ พองบออกมาดีกว่าที่ทุกคนคาด (อันนี้เขาเก่งจริงๆไม่รู้หาข้อมูลจากไหนกัน) ราคาหุ้นก็จะวิ่งผสมโรง(ลาก)กันอย่างเมามัน แล้ววีไอก็ทะยอยปล่อยของออกมา 3. วีไอสายแข็ง  กลุ่มนี้จะลงทุนในหุ้นที่แข็งแกร่ง กิจการที่มั่นคง เน้นดู pe roe pbv และปันผล เน้นไปที่ downside risk ต่ำๆ และถือไปยาวๆ จนกว่าพื้นฐานบริษัทจะเปลี่ยนแปลง วีไอกลุ่มนี้ที่เห็นก็มี ดร.นิเวศน์  คุณนิติ โอสถานุเคราะห์ (อันนี้แกไม่เคยออกสื่อ แต่แกลงทุนแนววีไอมาก) ปล. อันนี้เป็นมุมมองของผมคนเดียว ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 May 13:20 กระทู้ : ดร.นิเวศน์ วีไอ สายแข็ง
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 27 May 12:06 กระทู้ : เทพ thaivi นี่โดนsolarกันมั้ยครับความเห็น : vi จริงๆ เลยมีคนเดียวคือ ดร.นิเวศน์
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 26 May 15:53 กระทู้ : ℐ ❤ ℧ บลูชิปฯปออันปัน @ ยามเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ค. 2559 ครับ ♪♫..ความเห็น : เมื่อวานไปงานสัมมนา Investing || Transformation มา จัดโดย Jitta Thailand เลยเปิดสมุดเลชเชอร์มาฝากแฟนเพจเล็กน้อย งานนี้รวบรวม VI เก่งๆ มาเพียบ ไฮไลต์อยู่ที่ Mary Buffett ลูกสะใภ้ของ Warren Buffett ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนของ Buffett มากมาย รวมไปถึง VI ตัวพ่อของไทย อย่าง ดร.นิเวศน์ ผู้ที่ทำให้พี่เม่าเริ่มเล่นหุ้น อิอิ สรุปบรรยายของ ดร.นิเวศน์ ณ งาน Jitta Investing || Transformation (24 พ.ค.59) [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 1. ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ดอยที่ 2 นะ (รูปในเม้น) 2. ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ตลาดหุ้นจะลง 90% 3. สาเหตุที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก - กำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น - คนรับ P/E สูงได้มากขึ้น - คนรวยและแก่ คือ ดร. อธิบายประมาณว่า เมืองไทยยุค 20-30 ปีก่อน เศรษฐกิจไทยโตมาก ปีละ 10 กว่า% แต่ตลาดหุ้นยังไม่ได้รุ่งเรืองมาก เพราะคนวัยทำงาน (คนยุค Baby Boom) ต้องเอาเงินไปเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ได้เหลือมาลงทุนอะไรมากมายนัก แต่ยุคหลังนี้ คนวัยทำงานยุคนั้นก็เริ่มแก่ตัวลง มีเงินเหลือ จึงนำเงินมาลงทุนในหุ้นมากขึ้น 4. ดร. ช่วงก่อนจะลงทุนในหุ้น 100% ถือเงินสดน้อยมาก หุ้นที่ลงทุนจะถือ 10 ปี ได้ผลตอบแทน 10 เท่า เช่น MINT,CENTEL,SCBLIF,BIGC,CPALL,MAKRO,HMPRO,ROBINS,BGH,JAS,CPN,BH,ADVANCE เรียกได้ว่าใครอ่านดีแตกช่วงออกใหม่ๆ แล้วซื้อหุ้นยังไงก็ได้ผลตอบแทนดี 5. ไม่เชื่อไปซื้อหนังสือ ดร. ดูได้ มีพอร์ต ดร. เขียนอยู่ อัพเดททุกปี ออกปีละเล่ม 555+ 6. หลักการลงทุนของ ดร. ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ - ซื้อในเวลาที่ถูกต้อง (หลังวิกฤต) - บริษัทมีกำไรมากขึ้น - มีการเปลี่ยนแปลงของ Trend เช่น หุ้นโรงพยาบาล หุ้นค้าปลีก หุ้นโรงแรม - คนนิยมการลงทุนมากขึ้น - ใช้ VI Concept - ลงทุนในหุ้น 100% 7. อนาคตของไทย ยังย้ำว่า "ยุคทอง VI ในไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว" เนื่องจาก 3 เหตุผล - ประเทศไทยอยู่ในจุดกลับของ Arthur Lewis คือไม่มีแรงงานแล้ว - ดอกเบี้ยไม่สามารถต่ำได้อีกแล้ว - PE ตลาดสูง 20 เท่าแล้ว 8. เลยไปลงทุนในต่างประเทศ ก่อนจะไปก็ดูข้อมูลประชากรศาสตร์ว่าประเทศไหนคล้ายไทยยุคก่อน คือคนวัยทำงานมาก คนแก่น้อย 9. ปัจจุบัน ดร. ไปลงทุนในเวียดนาม 2 ปี ได้กำไรมา 30% (รวมปันผลแล้ว) โดยใช้หลักการ Magic Formula เพราะไม่รู้จักหุ้นเวียดนามสักตัว ลงทุนไป 30 ตัว กว่าจะเก็บหุ้นครบใช้เวลาเป็นปี เพราะ free float ต่ำ และ market cap แต่ละตัวไม่ค่อยสูงมาก เวียดนามมีลักษณะคล้ายไทยช่วงปี 40 มาก คือ - เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินตกไป 30% - คนเลิกเล่นหุ้น - ตอนเข้าไปนั่นค่าเงินเริ่มนิ่งแล้ว แต่ที่ตลาดยังไม่กลับมาบูม อาจเนื่องจากข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ คนหนุ่มสาวเยอะ อาจจะต้องนำเงินไปเลี้ยงครอบครัว จึงไม่มีเงินเหลือมาเล่นหุ้นเยอะ 10. Magic formula ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ดูจาก PE กับ ROE (***ตรงนี้ไม่แน่ใจนะจดไม่ทัน ใครจดทันมาคอนเฟิร์มหน่อยจ้า แต่คอนเซปประมาณนี้แหละ) - เอาหุ้นทั้งตลาดมาเรียงตาม PE ตัวไหนต่ำสุด ก็ให้คะแนน 1 ต่ำรองมาก็ 2 เรียงไปเรื่อยๆ จนครบทุกตัวในตลาด - เอาหุ้นทั้งตลาดมาเรียงตาม ROE ตัวไหนสูงสุดก็ให้ไป 1 สูงรองมาก็ 2 ไปเรื่อยๆ จนครบทั้งตลาด - เอาแต้ม 2 อันมาบวกกัน - ตัวไหนคะแนนน้อยสุด 30 ตัวแรกก็ไปซื้อ - ทำใหม่ทุกปี ที่มา mao investor แก้ไขข้อความเมื่อ 26 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:54:12 น.
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 25 May 12:02 กระทู้ : หลักการเลือกหุ้นของ Buffett : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 18 May 11:32 กระทู้ : ℐ ❤ ℧ บลูชิปฯปออันปัน @ ยามเช้าวันพุธที่ 18 พ.ค. 2559 ครับ ♪♫..ความเห็น : ศึกษาแนวคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจ หุ้น WICE จากนักวิเคราะห์คุณภาพ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุลและนักลงหุ้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในรายการ Business model "WICE เดิมพันกำไรจากขนส่งสู่คลังสินค้า" ช่วงที่ 1 https://youtu.be/uDsEjw6gLYI … ขอขอบคุณคลิป youtube จาก Money Channel Thailand ครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 17 May 10:44 กระทู้ : Sell in May and go away : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 17 May 03:03 กระทู้ : หุ้นที่ไม่มีทางขาดทุนมีจริงหรือ ?ความเห็น : ตามคห๒เลยครับ คนเล่นหุ้นเป็นไม่ขาดทุนมีในตลาด อย่าง ดร.นิเวศน์ ปัจจุบันมีมูลค่าพอร์ทหลายพันล้าน
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 May 15:25 กระทู้ : หุ้นกลุ่มธนาคารถ้าให้เลือกเก็บตัวเดียว. จะเก็บตัวไหนดีครับความเห็น : tcap ดร.นิเวศน์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตอนนี้ราคาต่ำกว่า bv มากด้วย
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 09 May 20:19 กระทู้ : ADVANC ขาลง ไปจนกว่า กำไรจะทรงได้ ตอนนี้ ยังไม่เห็นอนาคตความเห็น : พึ่งอ่านบทความของดร.นิเวศน์มาตะกี้ แกบอกเป็นขาลงของหุ้นสื่อสารแล้วครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 07 May 13:37 กระทู้ : การใช้เงินแบบValue Investor-ดร. นิเวศน์ // มาอ่านคนประสบความสำเร็จสอนมนุษย์เงินเดือนไม่ให้มัวแต่ซื้อบ้านแบบโง่ๆกันครับความเห็น : ถ้าบทความนี้ คนเขียนไม่ใช่ ดร.นิเวศน์
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 07 May 11:00 กระทู้ : การใช้เงินแบบValue Investor-ดร. นิเวศน์ // มาอ่านคนประสบความสำเร็จสอนมนุษย์เงินเดือนไม่ให้มัวแต่ซื้อบ้านแบบโง่ๆกันครับความเห็น : แชร์บทความดีๆจาก ดร นิเวศน์ครับ การใช้เงินแบบ Value Investor - จาก ดร. นิเวศน์ ภารกิจในชีวิตของ Value Investor ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินนั่นก็คือ Value Investor อยากมีพอร์ตของหุ้นที่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้เลี้ยงเขาตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าอย่างคร่าวๆ ก็คือจะต้องมีพอร์ตหุ้นประมาณ 20 ล้านบาท การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่มีมรดก ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดี ความตั้งใจสูง และมีศักยภาพพอสมควรที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการใช้เงินและการลงทุนที่เหมาะสม           ต่อไปนี้คือวิธีการใช้จ่ายและจัดสรรเงินที่จะช่วยให้ Value Investor สามารถบรรลุภารกิจของการเป็นไทในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ สามารถสร้างพอร์ตหุ้นจนใหญ่พออย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันมีชีวิตที่มีความสุข โดยหลักการใหญ่ก็คือต้องใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งจำเป็นและสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างคุ้มค่า และเหลือเงินมากพอที่จะนำมาลงทุนซื้อหุ้นสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบ Value Investment รายจ่ายที่สำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือเรื่องของบ้านอยู่อาศัย ผมคิดว่าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานนักควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินจำนวนมากเกินไปกับการซื้อบ้านที่มีราคาสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุน การมีบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นนั้นนอกจากทำให้ต้องเสียค่าผ่อนสูงแล้ว การดูแลรักษาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและแรงงานมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเงินแล้วการซื้อบ้านที่ใหญ่นั้น“กิน”เงินของคุณไปมากอย่างที่คุณอาจนึกไม่ถึง แต่หลายคนก็พูดว่า การซื้อบ้านก็เหมือนกับการลงทุนและเป็นการลงทุนที่ดีเพราะคุณมีโอกาสได้“ใช้”มันอย่างคุ้มค่า ผมเองคิดว่าบ้านส่วนใหญ่แล้วมีราคาขึ้นไปน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น เพราะบ้านนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเก่าลง ราคาจะตกลง และแม้ว่าราคาที่ดินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วราคาจะปรับตัวขึ้นช้ามากในขณะที่ถ้าเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้นซึ่งเติบโตปีละประมาณ 10% ภายในเวลา 7 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งผมคิดว่ามีบ้านน้อยมากที่มีราคาขึ้นมามากขนาดนั้น  ในส่วนของความสุขที่จะได้รับจากการอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตนั้นผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์จากการอยู่บ้านที่เล็กนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก บ้านที่เล็กอาจทำให้เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่เดียวกันหรือห้องเดียวกันซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ทำให้คนในบ้านพบเห็นเจอหน้ากันตลอดเวลาซึ่งสำหรับผมมันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะของ Value Investor บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า           ถัดจากบ้านก็มาถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผ่องถ่ายเงินของเราออกไปมาก รองๆจากบ้าน ผมเองคิดว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อรถส่วนตัว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการมีรถนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับบ้านนั่นคือ ต้องจ่ายทั้งค่ารถและค่าซ่อมแซมที่จะตามมา รวมทั้งยังต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าประกัน และอื่นๆอีกจิปาถะ เทียบกับค่ารถไฟฟ้า รถเมล์หรือแท็กซี่แล้วจะพบว่าต่างกันมากในขณะที่ความสะดวกใกล้เคียงกัน ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถผมคิดว่าควรจะเป็นรถญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพดี คุณภาพสูงและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับรถของประเทศอื่น ส่วนรถที่ผมคิดว่า Value Investor ไม่ควรซื้อก็คือรถหรูที่ราคาแพงมาก เพราะประสบการณ์ของผมก็คือ คุณภาพของเครื่องยนต์และความสะดวกสบายมักจะสู้รถ“มวลชน”ไม่ได้ในขณะที่ราคาอาจจะแพงกว่าเท่าตัว เปรียบเทียบกันแล้ว ความสุขที่จะได้จากการขับรถหรูหราไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป บวกกับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมา           การศึกษาของลูกเป็นค่าใช้จ่ายรายการใหญ่ที่ผมคิดว่าเราไม่ควรประหยัด เพราะผลตอบแทนที่กลับมานั้นมักจะคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวกว่าที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และผลตอบแทนจากการศึกษานั้นไม่ใช่เป็นเพียงตัวเงินแต่รวมถึงพฤติกรรม สังคม และอื่นๆอีกมาก  การลงทุนในการศึกษายังต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยเพราะนี่จะเป็นช่วงที่การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจะ“รอ”ไม่ได้ จะต้องยอมจ่ายเพื่อให้เขาได้รับการศึกษาที่ดีแม้ว่าราคาจะ“แพง”กว่าโรงเรียนอื่นๆอยู่มาก  เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา Value Investor ไม่ควรเสียดายเงินในการซื้อหนังสือดีๆมาอ่านโดยเฉพาะหนังสือทางด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เรามีความรู้ และความรู้นั้นสุดท้ายก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วผมคิดว่ามันคือแหล่งของความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด หนังสือเล่มละเพียงไม่กี่ร้อยบาทหลายครั้งบรรจุความรู้และประสบการณ์ของคนเขียนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลังเลเลยที่จะซื้อหนังสือที่ผมคิดว่าเขียนโดยคนที่รู้จริงไม่ว่าหนังสือจะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ผมเห็นว่าไม่มีสาระเพียงพอหรือเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าหนังสือจะถูกเพียงใดผมก็ไม่ซื้อ และก็คงจะไม่อ่านไม่ว่าในกรณีใด เพราะการอ่านหนังสือนั้นผมเห็นว่าต้นทุนจริงๆ ของเราก็คือเวลาที่ใช้ไม่ใช่เรื่องเงินค่าหนังสือซึ่งมักจะมีราคาถูกมาก           รายจ่ายของความบันเทิงที่มีราคาแพงรายการหนึ่งคือการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรจ่าย เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว มันช่วยเปิดโลกทรรศน์ของเราให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ในการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรทำตัวเป็น Value Traveller คือนักท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันนั่นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรืออยู่โรงแรมหรูซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนอกจากการนอน           การใช้สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังซึ่งมีราคาแพงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า Value Investor ที่กำลัง“สร้างตัว”ไม่ควรทำ เพราะนี่จะเป็นการใช้เงินที่ได้รับผลตอบแทนคืนมาน้อย สินค้าเองก็ตกรุ่นเร็ว เทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อครั้งแล้วก็มักจะสูงลิ่ว ในความรู้สึกของผมนั้นคนเราสามารถแต่งตัวดูดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายี่ห้อมากนัก           ทั้งหมดนั้นก็คือมุมมองหนึ่งของ Value Investor ต่อการใช้เงินของเราโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเดินทางสู่เป้าหมายของการเป็นอิสระทางการเงินนั้น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินเท่าๆกับหรือมากกว่า วิธีการลงทุน และก็เช่นเดียวกัน วิธีการใช้เงินที่จะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายของเราก็คือการใช้เงินแบบ Value Investor คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 03 May 14:19 กระทู้ : ฿฿฿฿฿ คุยโขมงห้องค้าหุ้นไทย@สินธร ประจำวันอังคารที่ 03/05/2559 ฿฿฿฿฿ความเห็น : Competition Model พฤษภาคม 2, 2016 Filed under บทความ Posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โปรดอ่านใน spoil ครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ โลกทุกวันนี้มีความก้าวหน้าขึ้นมากอย่างรวดเร็วและนี่ทำให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้วัดความสำเร็จและความก้าวหน้าหรือการเติบโตของปัจเจกบุคคล  องค์กร  และธุรกิจต่าง ๆ จำนวนมากเริ่ม “ล้าสมัย”  ตัวอย่างเช่น  การที่คน ๆ หนึ่ง “เก่ง” มากในด้านใดด้านหนึ่งนั้น  ในอดีตเราก็จะบอกว่าเขามักจะประสบความสำเร็จสูง  แต่ในปัจจุบัน  บางทีความสามารถของเขาอาจจะ “ไม่มีประโยชน์” อะไรนักถ้ามีคนที่  “เก่งกว่า” เขาจำนวนมาก   ตัวอย่างง่าย ๆ  ที่ผมเห็นก็เช่นกรณีของนักร้องเพลง  ในสมัยก่อนนั้นเราอาจจะรู้จักนักร้องเพลงระดับ  “แผ่นเสียงทองคำ” ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง  เสียงและความสามารถในการร้องของพวกเขาในสมัยนั้นต้องถือว่า  “สุดยอด”  หาคนเทียบได้ยากและเรามักคิดว่าเป็น  “พรสวรรค์”  แต่เดี๋ยวนี้ที่ผมได้ฟังคนรุ่นใหม่ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก   ผมก็รู้สึกว่าคนที่เสียงดีและร้องเพลงได้ดีไม่แพ้นักร้องระดับสุดยอดในสมัยก่อนนั้นมีจำนวนมาก  แม้แต่คนที่เข้าประกวดร้องเพลงที่ออกอากาศทางทีวีมากมายนั้น  ผมคิดว่าบางคนก็ร้องได้ดีกว่านักร้องระดับดาราในสมัยก่อน   แต่คนที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักร้องนั้นก็มีน้อยนิด  เหตุผลก็เพราะว่ามีนักร้องที่เก่งกว่าเขาอีกมาก  ดังนั้น  คนก็จะไม่สนใจฟังคนที่เสียงดี  คนฟังนักร้องที่เสียงดีกว่า   หรือไม่ก็ฟังนักร้องที่มีเสียงแปลกและแตกต่างจากนักร้องอื่น ในเรื่องของสินค้าที่ผลิตจากบริษัทที่เป็นธุรกิจเองก็เช่นเดียวกัน  ในสมัยหนึ่งในช่วงของการเฟื่องฟูของการผลิตสินค้าที่เป็น Mass ที่โลกเริ่มสามารถผลิตสินค้าจำนวนมากขายให้แก่ประชาชนทั่วไปนั้น  บริษัทไหนที่สามารถผลิตสินค้าที่มีราคาถูกและคุณภาพดีก็สามารถขายได้จำนวนมากและบริษัทเติบโตก้าวหน้าอย่างมหาศาล  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือรถยนต์ของฟอร์ด  แต่ต่อมาการผลิตรถยนต์ก็มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว  การผลิตรถยนต์ได้ดีก็ไม่เพียงพอต่อความสำเร็จ  ต้องผลิตให้ได้คุณภาพ “ดีขึ้น”  ซึ่งต่อมาการผลิตได้ดีขึ้นหรือเก่งขึ้นก็ไม่พอจะต้องมีบริการหลังการขายที่ดีขึ้น  ต้องมีการตลาดที่ดีขึ้น   อาจจะต้องมีระบบการผ่อนส่งค่ารถที่จูงใจกว่าและอื่น ๆ  อีกมาก  แต่สุดท้ายก็อาจจะยังไม่พอ  อาจจะต้องผลิตรถยนต์ที่แปลกหรือแตกต่างออกไป  เหตุผลก็คือ  คนหรือบริษัทพัฒนาและเก่งขึ้นจนสามารถเลียนแบบผลิตสินค้าที่มีสมรรถนะและคุณสมบัติใกล้เคียงกันจนลูกค้าไม่ใคร่เห็นความแตกต่าง  การที่บริษัทจะประสบความสำเร็จสูงจึงต้องทำอะไรก็ตามที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าของตนมากกว่าคู่แข่ง  ไม่ใช่ทำให้สินค้าของตน “ดี” หรือแม้แต่ “ดีกว่า” และนั่นนำมาถึงเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้นั่นก็คือ  การวิเคราะห์กิจการหรือหุ้นที่เราจะลงทุน  จุดอ่อนของ VI จำนวนมากก็คือ  เรามักจะฟังจากบริษัทมากกว่าที่จะศึกษาจากข้อมูลในวงกว้างที่ “เป็นกลาง”   สิ่งที่เรามักจะได้รับก็คือ  บริษัท “ดีอย่างไร”  หรือเก่งขนาดไหน  ยิ่งในบางครั้งบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม  “ไฮเท็ค”  เราซึ่งบ่อยครั้งเป็นพวก  “โลว์เท็ค”  หรืออยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่งหรืออยู่ในทักษะอีกประเภทหนึ่งเช่นเป็นแนวอาร์ตหรือแนว  “ศิลปะ”  เราก็มักจะรู้สึกประทับใจและเชื่อในสิ่งที่ผู้บริหารของบริษัทบอก  ผลก็คือ  เรามักจะให้คะแนนบริษัทสูงกว่าความเป็นจริง  เราคิดว่าบริษัทจะต้องประสบความสำเร็จสูงและยั่งยืนไปอีกนาน  เราคิดว่าบริษัทมีคุณภาพที่ดี  เราเข้าไปซื้อหุ้นและให้ราคาสูง  เราถือหุ้นเหล่านี้ทั้ง ๆ  ที่ค่า PE บางทีสูงถึง 50-60 เท่าหรือสูงกว่านั้น  แต่แล้วในหลาย ๆ  กรณีเมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าบริษัทไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด  ผลประกอบการไม่ได้โตอย่างที่คิด  เหตุผลอาจจะเป็นว่ามี “คู่แข่ง” ที่ “ไม่คาดคิด” เข้ามาแข่งขัน   ที่จริงคู่แข่งนั้นก็อาจจะมีอยู่แล้วแต่เราไม่รู้  หรือบางทีก็มีคู่แข่งที่เข้ามาแข่งด้วย “รูปแบบใหม่” ที่ลูกค้า “ชอบมากกว่า” ดังนั้น  ถ้าเราจะลงทุนหุ้นระยะยาวซึ่งต้องอิงกับ “พื้นฐาน” ของกิจการแล้ว  สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์เป็นหลักก็คือการวิเคราะห์เรื่องของ “การแข่งขัน” มากกว่าเรื่องที่ว่าบริษัทดีหรือเก่งแค่ไหนหรือมีรูปแบบการดำเนินงานอย่างไร  จริงอยู่  การวิเคราะห์และรู้จักว่าบริษัทเป็นอย่างไรและมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ  เหตุผลก็เพราะว่าคู่แข่งก็อาจจะเก่งและมีรูปแบบหรือ Model ทางธุรกิจแบบเดียวกันหรือสามารถเลียนแบบสิ่งที่บริษัททำได้ในระยะเวลาอันสั้น  ดังนั้น  ผลงานที่ดีของบริษัทก็อาจจะคงอยู่ได้ไม่นาน  แต่การวิเคราะห์เรื่องของการแข่งขันจะทำให้เราเห็นภาพที่ดีกว่าโดยเฉพาะในระยะยาวว่า  ใครจะเป็น  “ผู้ชนะ”  และการชนะนั้นจะยังคงอยู่อีกต่อไปได้นานแค่ไหน  และนั่นจะเป็นตัวกำหนด “คุณภาพ” ที่แท้จริงของกิจการและหุ้น จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์การแข่งขันก็คือการกำหนดว่าบริษัทเราแข่งกับใคร  ใครคือคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม  นอกจากนั้น  ในโลกยุคดิจิตอลและไฮเท็ค  เรายังต้องวิเคราะห์ด้วยว่ามีโอกาสแค่ไหนที่จะมีคู่แข่งที่ “ไม่คาดคิด”  เกิดขึ้นจากพัฒนาการของเท็คโนโลยี   ในบางครั้งเราอาจจะคิดว่าบริษัทของเรา  “ไม่มีคู่แข่ง”  ตัวอย่างเช่น  บริษัทผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์หรือพลังงานทดแทนอื่น  เราคิดว่าบริษัททำกำไรได้ดีมาก  มีมาร์จินสูงและยอดขายจะขยายตัวไปได้อีกมากเนื่องจากความต้องการของทางการที่เพิ่มขึ้นจากแผนพลังงานทดแทนของประเทศ  เราขายพลังงานไฟฟ้าโดย “ไม่ต้องแข่ง” กับใครเพราะมีสัญญาแน่นอนแล้ว  แต่นี่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด  จริง ๆ  แล้วการเสนอขายไฟให้การไฟฟ้าโดยเฉพาะในปัจจุบันนั้น  คู่แข่งจริง ๆ  ก็คือบริษัทหรือหน่วยงานอื่นที่เสนอขายไฟให้กับการไฟฟ้าจำนวนมาก  ปัจจัยการแข่งขันที่ใช้นอกจากเรื่องของเงินทุนและความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์ซึ่งคู่แข่งต่างก็มีความสามารถพอ ๆ  กันแล้วก็ยังขึ้นอยู่กับ  “ราคา”  ค่าไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดหรือต่ำกว่าคู่แข่งอื่น  ถ้าจะว่าไป  การแข่งขันนี้ก็รุนแรงมากเพราะมันเป็นการแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก   และธุรกิจที่มีการแข่งขันที่รุนแรงนั้นก็มักจะเป็นธุรกิจที่ “ไม่ดี”  ในแง่ของการทำเงิน  ดังนั้น  การที่เราจะลงทุนในธุรกิจขายพลังงานทดแทนในราคาหุ้นที่มีค่า PE สูงมาก ๆ  ในระยะยาวแล้วผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อพบว่าใครคือ “คู่แข่ง” จริง ๆ  แล้ว  ประเด็นต่อไปก็คือ  เราต้องดูว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่บริษัทในธุรกิจใช้ในการแข่งขัน  แน่นอน  เรื่องของผลิตภัณฑ์  การตลาด  การจัดจำหน่าย  และปัจจัยมาตรฐานทางการบริหารต่าง ๆ  นั้นเป็นเรื่องสำคัญ  แต่หลาย ๆ  ปัจจัยนั้นทุกบริษัทก็อาจจะทำได้ดีพอ ๆ  กันและก็อาจจะไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะชี้ชัดว่าใครจะได้เปรียบใครมากนัก  สิ่งที่ต้องทำก็คือ  หาปัจจัยสำคัญหลักที่จะทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งไม่มีหรือมีแต่ด้อยกว่ามากและปัจจัยนั้นคู่แข่งเลียนแบบได้ยากและต้องใช้เวลายาวมาก  ตัวอย่างเช่น  ขนาดหรือปริมาณของธุรกิจที่ใหญ่กว่ามาก  หรืออาจจะเป็นยี่ห้อที่อยู่มานานเก่าแก่และผู้บริโภคหรือผู้ใช้ให้ความสำคัญกับยี่ห้อมาก  เป็นต้น สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษอย่างหนึ่งใน “โลกไร้พรมแดน”  อย่างในปัจจุบันก็คือ  สินค้าจำนวนมากหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำนั้น  มีคู่แข่งหรือบริษัทที่อาจจะมาเป็นคู่แข่งที่อยู่ต่างประเทศ  ดังนั้น  เวลาคิดว่าบริษัทเรา “ใหญ่กว่าคู่แข่ง” มากนั้น  เราต้องดูถึงว่าเรามีคู่แข่งจากต่างประเทศที่เราอาจจะไม่ตระหนักหรือไม่รู้จักด้วยหรือไม่  เช่นเดียวกับเรื่องของยี่ห้อที่เดี๋ยวนี้มีคู่แข่งมากมายจากทั่วโลก ประสบการณ์ของผมที่ผ่านมานั้นเวลาใช้ Competition Model ในการวิเคราะห์หุ้นแล้วก็มักจะพบว่า  บริษัทที่จะมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนและเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีมากในตลาดหุ้นไทยนั้น  ส่วนใหญ่ก็มักจะมีลักษณะที่ว่าปัจจัยในการแข่งขันส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือความเป็น  Local หรือความเป็นท้องถิ่นของตัวธุรกิจ  เช่น  กิจการที่เกี่ยวข้องกับทำเลหรือสถานที่ตั้งของกิจการหรือร้านค้าซึ่งช่วยตัดการแข่งขันของคู่แข่งอื่นโดยเฉพาะต่างประเทศไปได้มาก  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น  การท่องเที่ยว  โรงพยาบาล  ค้าปลีก  เป็นต้น บทสรุปของผมก็คือ  แทบทุกอย่างในชีวิตปัจจุบันนั้น  การวิเคราะห์ความสำเร็จและล้มเหลวในปัจจุบันและในอนาคตขึ้นอยู่กับเรื่องของการแข่งขันมากกว่าเรื่องอื่น ๆ  และคนหรือบริษัทที่คิดจะ  “ชนะ” นั้น  จะต้องเข้าใจว่าใครคือคู่แข่งจริง ๆ  อะไรคือปัจจัยในการแข่งขัน  และจะสามารถจำกัดสนามแข่งขันให้อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างไร ขอบคุณบทความจาก http://www.thaivi.org/competition-model/
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 02 May 23:16 กระทู้ : อยากให้แนะนำVI ที่นิยมมาซัก10ตัวที่ถือกันยาวๆครับความเห็น : จะซื้อตาม ดร.นิเวศน์ ดูด้วยนะครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 30 Apr 23:02 กระทู้ : ผมเห็นหลายคนแล้วพูดว่า จะไม่ถือหุ้นกลุ่ม แบ๊งค์ , หลักทรัพย์ , ให้สินเชื่อ จะไม่ถือกลุ่มนี้ตลอดไปเป็น VIความเห็น : ดร.นิเวศน์ VI ชื่อดัง ก็ถือหุ้น กลุ่มที่ จขกท ว่าอยู่นะครับ
PANTIP นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 Apr 21:01 กระทู้ : ♬~♫ ❤ ♫♪.. บลูชิปฯปออันปัน วันศุกร์ 29 เมษา 59 ค่ะ ♪♫ ❤ ♫♪ความเห็น : ไม่รู้ว่าได้อ่านบทความล่าสุดของดร.นิเวศน์กันหรือยังครับ ผมว่าแกเขียนดีนะ ผลกระทบของดอกเบี้ยต่ำ http://portal.settrade.com/blog/nivate/2016/04/25/1723